กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
พอดิฉันได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแล้วดิฉันก็มีความรู้สึกว่าคนสมัยก่อนทำอาหารกับเครื่องจิ้มได้อร่อยมาก อย่างเช่น แกงไก่มัสมั่น ตับเหล็ก หมูแนม ก้อยกุ้งเป็นต้น แต่คนสมัยนี้ก็ไม่ได้แพ้คนสมัยก่อนเลยถึงแม้คนสมัยนี้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการติดต่อค้าขายแต่คนสมัยก่อนก็มีการทำอาหารกับเครื่องจิ้มได้อร่อยกว่าก็ได้ส่วนเรื่องการค้าขายก็ไม่ได้อ่อนไปกว่าชาติอื่นเลยเพราะคนสมัยก่อนได้มีการนำอาหารจากชาติอื่นเข้ามาในไทยเช่น แกงไก่มัสมั่นเป็นต้น แกงไก่มัสมั่นนั่นคนไทยได้เอาอาหารชนิดนี้มาจากชาวอิสลาม
ความหมายของกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานส่วนใหญ่จะอธิบายว่าเมื่อก่อนทำอาหาร รสเผ็ด เปรี้ยว และแสดงถึงความประณีตในการทำอาหาร ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีซึ่งสามารถทำให้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประทับใจในฝีมือการทำอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี หรือที่เรียกว่าเสน่ห์ปลายจวัก แต่ก็มีศัพท์บางคำที่ใครไม่รู้คำแปลก็อาจจะคิดอะไรไปไกล ยกตัวอย่างเช่น ล่าเตียง มีความหมายว่า อาหารว่างทำด้วยไข่โรยเป็นฝอยบนกระทะแล้วหุ้มไส้ที่ทำด้วยกุ้งสับปรุงรส พับห่อเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ บางแห่งเรียกว่า หรุ่ม หื่นหอม มีความหมายว่า หอมมากจนเร้าอารมณ์ หรุ่ม มีความหมายว่า อาหารว่างคล้ายล่าเตียง แต่ไส้ทำด้วยหมูสับและห่อใหญ่กว่าล่าเตียงและยังมีคำศัพท์อื่นๆอีกมากมายที่ยังไม่ทราบความหมายและยังมีการเล่นคำในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานด้วย ยกตัวอย่างเช่น เนื้อ มีหมายความว่า เนื้อวัว กับ เนื้อ มีหมายความว่า ผิวของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีและก็ยังมีประโยคดีๆที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงมีการเปลี่ยนแปลงไปมาไม่แน่นอนแล้วยังทำให้เรารู้ว่าความรักที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีต่อสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีนั่นเป็นแบบไหนรักที่บริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์จะเป็นรักที่มีให้ซึ้งกันและกันหรือเปล่า แต่อย่างไรทั้งสองคนก็ยังรักกัน และเป็นการสร้างความเข้าใจต่อกันได้ดีเสมอมา ถึงแม้ว่าจะมีการกระทบกระทั้งกันบ้างก็ยังสร้างความรักที่ดีต่อกันและยังเป็นการสร้างความรักน้อย ๆ ในสถานการณ์ที่มองหน้ากันไม่ติดก็ยังมีอาหารที่ทำให้นึกถึงอดีตได้ ดังนั้นคนสมัยโบราณจึงมีความคิดที่ดีโดยไม่ต้องพูดแต่ก็มีอาหารสร้างความคิดถึงต่อกันได้เป็นอย่างดี