เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานแล้วนั้น

ผมมีความรู้สึกว่าคนในสมัยก่อนนั้นมีศิลปะในการทำอาหารอยู่มากมายโดยเฉพาะ การตกแต่งอาหารเช่น ล่าเตียง ที่มีการนำไข่มาราดให้เป็นตารางทำให้อาหารมีความสวยงามและดูน่ารับประทานมากยิ่งขึ้นโดยการทำเช่นนี้ทำให้เราได้รู้ว่า แม่บ้านแม่เรือนในสมัยรัชกาลที่ 2 มีความละเอียดประณีตในการทำงานบ้าน ทำอาหาร โดยสามารถดูได้จากสภาพบ้านเรือนสมัยก่อนที่ดูสะอาดสะอาน อาหราคาว หวานรสชาติอร่อย เป็นต้น และยังสามารถนำมาสอนคนรุ่นหลังได้อีกด้วยเพราว่า แม่บ้านในสมัยนี้มักพึ่ง เครื่อใช่ไฟฟ้าและเครื่องมืออิเลกโทรนิส์ กันหมดทำให้บ้านเรื่อนดูไม่สะอาดไม่เท่าใช้มือทำและในเรื่องการทำอาหาร ก็หันมาใช้เครื่องปรุงสำเร็จ ผงปรุงรสแบบซอง ทำให้ไม่มีฟีมือที่แท้จริงในการทำอาหารและที่หนักกว่านั้นก็คือแม่บ้านบางคนไม่ทำอะไรเลย วันๆกินแต่อาหารสำเร็จรูป ไม่ทำงานบ้านให้ฝ่ายชายทำก็ยังมีอยู่ในสังคมสมัยนี้ อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้วยก็อาจเป็นได้เพราะเดียวนี้ไปไหนก็จะเห็นคนเล่น ไอโฟน ไอพอต ไอแพต จนทำให่ไม่ใช่ใจกับสิ่งที่เมื่อก่อนสนใจ ก็เป็นได้ และอีกเรื่องที่ได้จากกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ก็คือบทเรียนเรื่องความรัก เช่นในเรื่องการให้คำมั้นสัญญา ในสังคมสมัยนี้การให้สัญญาถือเป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่ในเรื่องความรักอย่างเดียวรวมถึงเรื่องระดับชาติอีกด้วย[อย่าคิดมากนะครับ]แต่ผมก็คิดโต้แย้งอยู่เหมือนกันว่าที่ รัชกาลที่ 2 มีพระสนมนั้นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับพระมหากษัตริย์เพราะว่า หากมีพระมเหษีองค์เดียวถ้าหากไม่มีทายาทจะสืบเชื่อสายราชวงศ์ต่อไปไม่ได้ ก็อาจจะจำเป็นที่จะต้องมี่พระสนมหลายองค์เพื่อสืบต่อราชวงศ์ก็เป็นได้