แสดงความคิดเห็นกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนั้นจะพูดถึงอาหารแล้วนำไปเชื่อมโยงกับความรักและสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งตรงจุดนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าผู้แต่งต้องการแต่งนิราศแต่อยากแต่งเป็นกาพย์ยานีสิบเอ็ดหรือต้องการแต่งเป็นกาพย์เห่จริงๆ จากที่แปลความหมายแล้วจะสังเกตได้ว่าครึ่งแรกจะพรรณาเกี่ยวกับอาหารไปมากมาย แต่ว่าครึ่งหลังนี่จะนำอาหารไปเชื่อมโยงกับความรักและสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีไปซะมากกว่า ก็จึงคิดว่าทั้งสองส่วนนี้น่าจะแต่งคนละเวลากัน ครึ่งแรกตอนที่แต่งอาจจะทรงหิวอยู่ ทำให้เน้นไปที่อาหารซะส่วนใหญ่ ส่วนครึ่งหลังนี่คงจะระลึกถึงความหลังอย่างจริงจังและตอนนั้นอาจจะว่างและอยู่คนเดียวด้วย(ได้ Feeling มากกว่า)

จากการที่แปลคำศัพท์แล้วก็เห็นว่าจะมีกินอาหารดิบๆด้วย(พล่าเนื้อสดและก้อยกุ้ง) ซึ่งตรงจุดนี้ก็ทำให้สันนิษฐานว่าคนในสมัยก่อนมีพยาธิกันเยอะ หรือไม่ก็พยาธิในสมัยก่อนมีน้อยหรือเป็นอันตรายน้อยทำให้คนกินเนื้อดิบๆเยอะ(หรือคนกินอาจไม่รู้ว่ามีพยาธิอยู่ก็ได้) และคิดว่าสมัยก่อนน่าจะมีทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและอาหารอุดมสมบูรณ์เพราะมีวัตถุดิบในการปรุงอาหารต่างๆมากมายโดยเฉพาะรังนกซึ่งปัจจุบันจัดว่าเป็นสิ่งที่หายากมาก และตรงบทสุดท้ายนั้นไม่มีชื่ออาหารชนิดไหนเลย จึงคิดว่าผู้แต่งอาจจะคิดชื่ออาหารไม่ออกเพราะที่ผ่านมาก็มีอาหารชนิดมามากเหมือนกัน จากที่สังเกตดูแล้วไม่เห็นมีอาหารบ้านๆ เช่น ไก่ทอด ปลาทอด ไข่ดาวหรือไข่เจียว อะไรพวกนี้บ้าง ก็ได้สันนิษฐานไว้สองกรณีคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทำอาหารพวกนี้ไม่เป็น อีกกรณีหนึ่งคือรัชกาลที่สองไม่ชอบทานอาหารพวกนี้จึงไม่ทำ และจากที่สังเกตจะเห็นว่ามีอาหารประเภทแกงเยอะมากและมีเครื่องจิ้มด้วย ดังนั้นพวกอาหารจานเดียวในสมัยก่อนอาจจะยังไม่มีหรือก็เป็นสองกรณีที่ได้กล่าวมาแล้ว และอาหารที่อยู่ในกาพย์นั้นไม่ค่อยมีอาหารประเภทของทอด ก็ได้สันนิษฐานเพิ่มนอกจาก”สองกรณี”คือ น้ำมันทำอาหารในสมัยก่อนนั้นอาจจะหายากกว่าสมัยนี้

จากการศึกษากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้เราสามารถเห็นวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนได้ ดังนั้นผมคิดว่าเราจึงควรศึกษากาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้เพื่อให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนสู่สมัยปัจจุบันเพื่อที่จะนำไปใช้ปรับปรุงวิถีชีวิตให้ดียิ่งขึ้น