พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ประพันธ์กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน โดยใช้ชื่อของอาหารแต่ละชนิดที่สมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีทรงเคยทำถวายรัชกาลที่ ๒ แต่หลังจากที่พวกท่านได้หย่าร้างกันไป รัชกาลที่ ๒ ก็ไม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นฝีมือของพระมเหสีอีกเลย และเมื่อท่านได้เสวยสิ่งที่พระมเหสีได้ทรงเคยทำถวายก็ทรงเป็นห่วงและคิดถึงมากจนต้องเขียนระบายออกมาจนเป็นกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานที่เราได้อ่านมา
จากข้อความที่เขียนมาดังข้างต้นนั้น ทำให้ฉันรู้สึกทั้งประทับใจ เสียใจและดีใจไปด้วยพร้อมๆกัน
ฉันรู้สึกประทับใจเพราะ พระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระปรีชาสามารถมากที่ และท่านยังรู้จักคำศัพท์มากมายซึ่งเมื่อใช้คำที่หลากหลาย ทำให้สามารถแต่งกลอนได้อย่างไพเราะ เช่น การใช้คำว่า “ ทรวง ” แทนคำว่า “ ใจ ” ในวรรคที่ว่า “ ร้อนรุมรุ่มกลุ้มกลางทรวง ” และท่านยังทรงให้ความสำคัญกับภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของเราเอง โดยการแต่งกลอน ซึ่งทำให้คนรุ่นหลังได้รู้ถึงความสวยงามของภาษาไทยอีกด้วย
ฉันรู้สึกเสียใจเพราะ ความรักของคนเราไม่มีความแน่นอน เช่น เมื่อรักกันใหม่ๆก็มีแต่ความหวานหอม แต่เมื่อเวลาผ่านไปความรักของคนเราก็เปลี่ยนแปลงไป ตรงกับบทความที่ว่า “ ความรักยักเปลี่ยนท่า ทำน้ำยาอย่างแกงขม กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม ชมไม่วายคลับคล้ายเห็น ” เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะรักใครควรให้ความรักที่จริงใจแก่กันและกัน จะได้ไม่ต้องมาแต่งกลอนระบายแบบรัชกาลที่ ๒ ซึ่งนอกจากเสียใจแล้วยังเสียเวลาอีกด้วย
ฉันรู้สึกดีใจเพราะ ฉันได้รับความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยมากมาย เช่น ฉันรู้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๒ คนไทยได้ติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือญี่ปุ่น ฉันรู้ว่าผู้หญิงในอดีตมีหน้าที่เฝ้าบ้านและทำอาหาร ฉันรู้ว่าวิธีการกินอาหารของคนไทยมีทั้งของว่าง เครื่องจิ้ม และอาหารหลัก รวมถึงฉันยังได้รู้จักกวีที่แท้จริง คือ เมื่อเห็นอะไรก็สามารถแต่งกลอนได้ตลอดเวลา