กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน
เมื่อผมได้อ่านกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ผมรู้สึกว่ารัชกาลที่ 2 พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ของไทย แต่พระองค์มีความเป็นกวีอยู่ในตัวของพระองค์ โดยสามารถนำอาหารที่เสวยอยู่เป็นประจำ ซึ่งที่ผมเรียนมีอยู่ทั้งหมด 15 อย่าง มาแต่งเป็นพระราชนิพนโดยขึ้นต้นด้วยโคลงสี่สุภาพ 1 บท และต่อด้วยกาพย์ยานี 11 กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานเป็นเกี่ยวกับความรัก ความคิดของรัชกาลที่ 2 ถึงที่มีต่อสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินี โดยมีการเล่นคำอย่างเช่นในวรรคที่ว่า “ใบโศกบอกโศกครวญ” ในที่นี้โศกคำแรกหมายถึงใบของต้นโศก และโศกคำที่สองหมายถึงโศกเศร้า และมีการเล่นสัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระและที่ไพเราะ เช่นบทที่ว่า “กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม” โดยสัมผัสพยัญชนะคือ กล ที่คำว่า กล่อมเกลี้ยงกลม และสัมผัสสระที่คำว่า อ่อม กับ กล่อม บทที่ผมคิดว่าตรงกับการที่ต้องพรากจากพระเมหสี(สมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีคือบทที่ว่า “รักนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน” ซึ่งแปลว่า รังนกนึ่งนั้นน่ารับประทาน และมีรสชาติอร่อยกว่าอาหารอื่นๆ แต่การได้มาซึ่งรังนก ต้องนำรังของนกนางแอ่นมา ทำให้นกนางแอ่นต้องจากรังของตนเองไป เหมือนที่รัชกาลที่ 2 ต้องพรากจากสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีไป และบางบทก็ใช้การเปรียบเทียบบ่อบอกความรู้สึกว่าดีเกินกว่าที่จะพรรณนา เช่น “ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤาจะเทียบเปรียบทันขวัญ” ที่แปลว่า ก้อยกุ้งนั้นหอมและเลิศรสราวกับอาหารทิพย์ และเมื่อสัมผัสลิ้นก็รู้สึกอร่อยจนแทบขาดใจ โยไม่มีใครสามารถเปรียบเทียบการทำอาหารของสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินีได้ กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานเป็นกาพย์ที่มีความไพเราะมาก และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เช่น ในสมัยก่อนภรรยามักจะทำอาหารให้สามีกินเป็นประจำ หรือไม่ก็ ประเทศไทยได้มีการติดต่อทำสัมพันธไมตรีกับประเทศที่นับถืออิสลาม เป็นต้น และยังทำให้เห็นว่าอาหารเป็นเครื่องหมายแทนความรัก ความผูกผัน และความเอื้ออาทรที่คนในครอบครัวมีต่อกัน