กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน

เมื่อผมได้อ่านเรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สะท้อนประวัติของ รัชกาลที่ 2 โดยสะท้อนจากอาหาร 15 ชนิด กาพย์เห่เครื่องคาวหวานเป็นเรื่องที่มีการเล่นคำที่ไพรเรา เช่นวรรคที่บอกว่า “กลอ่อมกล่อมเกลี้ยงกลม” เป็นการเล่นคำโดยใช้พยัญชนะ “ก” วรรคที่ผมชอบและผมคิดว่ามีความหมายดีที่สุดคือวรรคที่บอกว่า “ รังนกนึ่งน่าซด โอชารสกว่าทั้งปวง นกพรากจากรังรวง เหมือนเรียมร้างห่างห้องหวน” ซึ่งมีความหมายว่า รังนกน่ารับประทาน มีรสชาติดีกว่าอาหารชนิดอื่น แต่เมื่อ รัชกาลที่ 2 คิดไปคิดมาก็คิดว่าการที่จะได้รังนกมา ต้องพลัดพรากจากรังของมัน เหมือนกับที่ รัชกาลที่ 2 ต้องพรากจากพี่ศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ซึ่งรัชกาลที่ 2 ยังรักสมเด็จพระสุริเยนทราบรมราชินี และวรรคที่มีความหมายลึกซึ้งและแปลยากที่สุดคือวรรคที่บอกว่า “ก้อยกุ้งปรุงประทิ่น วางถึงลิ้นดิ้นแดโดย รสทิพย์หยิบมาโปรย ฤๅจะเปรียบเทียบทันขวัญ” ซึ่งมีความหมายว่า ก้อยกุ้งปรุงเสร็จแล้วกลิ่นหอมมากราวกับอาหารทิพย์ เมื่อสัมผัสลิ้นอร่อยมากจนแทบขาดใจ ฝีมือปรุงอาหารของพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีจึงไม่มีใครเทียบได้ ผมคิดว่ารัชกาลที่ 2 เป็นผู้ที่ประพันธ์กาพย์เหเรือได้เก่งมากเพราะท่านสามารถนำเอาอาหารมาแต่งเป็นอดีตของท่านได้ ผมรู้สึกว่ากาพย์เหเรือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความแปลกตรงที่ว่าการนำอาหารมาสอดคล้องกับความรักของพระองค์ ผมคิดว่าการที่เราได้เรียนกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานทำให้เรามีเทคนิคในการแต่งกลอนเพิ่มขึ้น และทำให้เรียนรู้เกี่ยวกับการที่เราได้รักใครซักคน เป็นประสบการณ์ความคิดของท่านที่น่าคิดเป็นคติสอนใจเราว่าเวลารักใครให้รักให้เต็มที่และพยายามอย่าให้เค้าหลุดมือไป (ท่านมีสนมมากพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีจึงขอเลิกราไป) กาพย์เหชมเครื่องคาวหวานเป็นกาพย์ที่ผู้แต่งมีความสามรถมาก เป็นกาพย์ที่ไพรเราะ ผมคิดว่าควรให้รุ่นต่อๆไปได้เรียน.

หมายเหตุ-รัชกาลที่ 2 คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

.

No.1