ผมมาเป็นเด็กวัดมิ่งเมืองใหม่ๆได้ยินแต่เขาเรียกเจ้าคุณฯว่าหลวงตาราชผมเป็นเด็กช่างอยากรู้จึงถามตาแบ่งบ้านอยู่หน้าประตูโขงวัดมิ่งเมืองสมัยนั้นว่าหลวงตาราชคือใครพอตาแบ่งบอกจึงถึงบางอ้อว่าหลวงตาราชก็คือท่านเจ้าคุณพระราชสิทธาจารย์เจ้าอาวาสองค์ก่อนหลวงตาวินัยของผมนี้เองเมื่อรู้แล้วแทนที่ผมจะหยุดถามแต่ด้วยความอยากรู้จึงถามต่อซึ่งคนที่ถูกถามถ้าจะว่าไปแล้วก็ไม่ธรรมดาเป็นคนรู้จริงซะด้วยเพราะสมัยนั้นตาแบ่งท่านคงจะเป็นไวยาฯวัดมิ่งเมือง ของทั้งสองหลวงตาแน่ๆผมจึงถามตาแบ่งแบบสมัยนี้เรียกเจาะลึกจนผมรู้ลึกถึงขนาดรู้ว่าหลวงตาราชและหลวงตาวินัยท่านป็นพระที่บวชมาพร้อมกันเหมือนที่หลวงพี่พระมหาได้เขียนมาให้ผมอ่านครับ จนได้มาครองวัดมิ่งเมืองต่อกันมา ตาแบ่งยังเล่าอีกว่าท่านไปเรียนวิชาไสยเวทย์(มนต์)ด้วยกันและเป็นศิษย์อาจารย์องค์เดียวกันหลวงตาราชได้เรียนมนต์เสือและจระเข้ส่วนหลวงตาวินัยได้เรียนมนต์งู(กล่าวว่าถ้าเรียนจนสำเร็จก็จะสามารถร่ายมนต์ให้กลายร่างเป็นสัตว์ดังกล่าวได้ตามต้องการของผู้เรียน) ตาแบ่งท่านบอกว่าท่านเคยเห็นและและเป็นคนที่หลวงตามอบไม้พร้อมสั่งไว้เป็นคนคอยเอาไม้ตีให้คืนร่างเดิม(เฉพาะหลวงตาราช นะครับส่วนหลวงตาวินัยท่านไม่เห็นว่าอย่าง)ผมตั้งใจฟัง ตาแบ่งจึงเล่าต่ออีกว่าสาเหตุที่ได้คนละมนต์ก็เพราะก่อนเรียนผู้เป็นอาจารย์คงอยากจะทดสอบจิตใจของลูกศิษย์แต่ละองค์ว่าจะเด็จเดี่ยวแค่ใหนมีที่มาว่าเมื่อจะสำเร็จแต่ละมนต์อาจารย์ของหลวงตาทั้งสองจะให้ศิษย์ทั้งสองมองลงไปที่ก้นบ่อ(คนโบราณเรียกส่างฮ้างที่มีความลึกมาก)ซึ่งอาจารย์ได้เอาไม้ไผ่ที่เสี่ยมปลายให้แหลมแล้วลงไปปักไว้ที่ก้นบ่อ(อิสานเรียกไม้คันหลาวแปลเป็นไทยก็อีกทีก็คือไม้ไผ่ที่ชาวนาเสี่ยมปลายให้แหลมทั้งสองข้างจึงจะเสียบมัดข้าวได้ทั้งสองข้างใช้หาบมัดข้าวที่เกี่ยวเเล้วหาบไปไว้ที่ลานนวดข้าว)อาจารย์กำชับว่าถ้าใครมองลงไปที่ก้นบ่อแล้วเห็นไม้ไผ่ปลายแหลมกลายเป็นใบข้าววี(ใบข้าวเอนลู่ตามลม)จึงโดดลงไป ตาแบ่งเล่าว่าหลวงตาราชมองเห็นเป็นใบข้าววีจึงโดดลงไปเลยจึงได้มนต์เสือและจระเข้ส่วนหลวงตาวินัยเห็นยังเป็นปลายไม้ไผ่แหลมๆอยู่จึงไม่กล้าโดดจึงได้เพียงมนต์ที่เยือกเย็นเชื่องช้าและอ่อนโยนเหมือนงูซึ่งจะเห็นว่าหลวงตาวินัยท่านจะไมค่อยจะมีประวัติโลดโผนเหมือนหลวงตาราชเลย ที่ผมอยู่มากับหลวงวินัยนั้นเห็นท่านมีแต่ความเมตตาจริงๆส่วนเรื่องมนต์งูผมอยู่กับหลวงตาวินัยมา6ปีเกือบเต้มจึงได้เห็นงูงูเหลือมใหญ่เสียด้วยครับเกือบเต็มตาถ้าหลวงตาวินัยไม่พูดขึ้นมาก่อนซึ่งเป็นการยืนยันคำบอกเล่าของตาแบ่งได้เป็นอย่างดี ผมเสียดายที่ไม่ได้ถามตาแบ่ง ว่าอาจาร์ของหลวงตาคนนั้นคือใคร หลวงตาราชได้สร้างโบสถ์ได้สร้างศาลาหลวงตาวินัยได้สร้างกำแพงและประตูโขง ตาแบ่งเป็นคนที่มาที่กุฏีหลวงตาวินัย แทบจะทุกวันก็ว่าได้เพราะแกมีหน้าที่เป็นไวยาฯหรือเป็นกรรมการวัดก็ไม่แน่และแกก็จะชอบมากินข้าวก้นบาตรร่วมกับพวกผมที่กุฏีหลวงตาอยู่บ่อยๆส่วนผมก็อยู่ประจำกุฏีหลวงตาวินัยซึ่งจะมีเด็กวัดใกล้ชิดหลวงตาวินัย7คนที่อยู่ด้วยกันที่กุฏีสมัยนั้น และให้มีหน้าที่รับปินโตตอนเช้าทุกวัน ปินโตทุกสายจะถวายหลวงตาฉันจังหันที่กุฏีทุกวัน ซึ่งวันธรรมดาหลวงตาท่านจะฉันจังหันที่กุฏี ส่วนวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนาหลวงตาจึงจะขึ้นไปฉันจังหันที่ศาลานาบุญ ผมไม่เพียงแต่จะสะพายย่ามให้หลวงตาวินัยยามที่ท่านรับกิจนิมนต์ใกล้ไกล(ไกลสุดคือจว.อุบลฯ)อีกหน้าที่หนึ่งก็คือเป็นหมอนวดให้หลวงตาวินัยอยู่เป็นประจำหลวงตาบอกว่าใครนวดให้ก็ไม่เท่าบักขุน(ผม)ถ้าจะจริงแท้เพราะหลวงตาบอกผมว่าคนอื่นนวดเหมือนขั้นส้มผัก(ผักดอง)ผมนวดจนบางครั้งหลวงตาเผอหลับก็มีแต่ก็ไม่นานและบางครั้งท่านเผอผายลมออกมาแถมบอกผมว่า กบฮ้องบ้อบักขุน(แปลกแต่จริงไม่มีกลิ่นที่ว่าแต่ออกจะ หอม เสียด้วยซ้ำผมนวดทุกครั้งหลวงตาก็จะผายลมแทบทุกครั้งและก็เป็นกลิ่นนี้แทบทุกครั้ง)นวดเดี่ยวบ้าง2คนบ้างเมื่อนวดเสร็จก็จะได้รับของดี(เหรียญ)ที่หลวงตามอบให้มากับมือซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าเด็กวัดที่ร่วมนวดด้วยกันเขาจะเก็บไว้หรือเปล่าส่วนตัวผมเหลือทุกอย่างที่หลวงตามอบให้มา มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่องานพระราชทานเพลิงหลวงตาเสร็จแล้วรุ่งเช้ามีการเก็บอัฐิโยมฆราวาสมากันเต็มศาลานาบุญ ผมเห็นหลวงปู่มา ญาณวโร วัดสันติวิเวก ท่านนั่งอยู่บนศาลา ผมจึงได้มอบคลาณตรงเข้าไปกราบหลวงปู่ ด้วยความเคารพ หลวงปู่ ทักผมว่าบักขุนลูกศิษย์กกลูกศิษย์เหง่าหลวงตาวินัยตั๋วนี่ และก็พูดต่อเลยว่า โตได่หยั่งของหลวงตาแล้วบ้อบักขุน ผมพนมมือแล้วตอบหลวงปู่ไปว่าผมได้กับหลวงตาวินัยหลายแล้วครับ หลวงปู่พูดต่อว่า หลายแล้วโตกะต้องเอาอีกพู้นกะดูกหลวงตาอยู่พานผ่าขาวพู้นไปเอาเอาไป๋ สายตาแทบจะทุกคู่มองมาที่ผมกับหลวงปู่คุยกันอยู่ผมคะเนว่าน่าจะมีแต่บุคคลสำคัญทั้งนั้นที่มากันและก็ล้วนแต่เป็นศิษย์หลวงตาด้วยกันทั้งสิ้นผมจึงรีบบอกหลวงปู่ไปอีกว่า ผมได้กับหลวงตาหลายแล้วบ่อเอาดอกครับหลวงปู่ หลวงปู่จึงต่อว่าผมว่า โตบ่อเอาบ่อได๋ โตมันศิษย์กกศิษย์เหง่าไปเอาพานมา(หมายถึงพานอัฐิหลวงตาวินัย)ผมเดาใจของหลวงปู่ออก คงเป็นเพราะด้วยความที่หลวงปู่ ก็มีความเมตตาต่อผมมากเหมือนกัน หลวงปู่จึงหยากให้ผมได้ ถ้าผมไม่เอาครั้งนี้ต่อไปข้างหน้าผมคงจะไม่ได้อะไรกับหลวงตาอีกแน่ก็เพราะหลวงตาไม่อยู่แล้ว ผมจึงคลาณไปเอาพานตามที่หลวงปู่ สั่ง พอเอามาถึงยื่นถวายพานให้หลวงปู่ หลวงปู่ไม่พูดว่าอะไรหลวงปู่ เปิดผ้าขาวแล้วก็หยิบแผ่นกระดูกซึ่งผมขอใช้คำว่า อัฐิ ของหลวงตาซึ่งดูใหญ่พอสมควรยื่นใส่มือให้ผมทันทีซึ่งผมก็นำมาใส่โกศทองเหลืองอย่างดีบูชาที่ห้องพระของผมเท่าทุกวันนี้ ผมยังมีหลายเรื่องที่ผมยังเขียนได้ไม่หมด เกี่ยวกับหลวงตา วัดมิ่งเมือง เส.ขอกราบนมัสการหลวงพี่พระมหาที่ให้โอกาสให้ผมมีพื้นที่ได้เขียนเล่าเรื่องความทรงจำที่ดีดีอย่างนี้ ขอกราบนมัสการมาอย่างสูงครับ