หมอเจ้ครับ
รีบตอบเลยเพราะกำลังจำได้ดี
เรื่องไม่อยากมีลูก ก็ถามว่าทำไม่ลูกน้อยจัง 1-2 คนเท่านั้นเอง ทุกคนบอกว่าในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีแบบนี้ การมีลูกมากเป็นปัญหาและภาระ
ที่เห็นผู้ชายน้อย น่าจะมาจากการที่เวลามีคนมาเยี่ยมหมู่บ้าน ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายต้อนรับ ผู้ชายไม่ค่อยแสดงตัว ที่ผมเห็นมีแต่ผู้หญิงและเด็กๆ ที่มาคอยต้อนรับ
ธรรมเนียมอีกอย่างก็คือ เมื่อเลี้ยงอาหารแขกผู้มาเยือน เขาจะปล่อยให้เราทานโดยมาคอยดู เพื่อท จะบริการ แม้จะเชื้อเชิญว่าทานด้วยกัน หนุ่มสาวก็จะบอกว่าเป็นธรรมเนียมให้แขกทานก่อน
ที่ดินมีไว้ทำนา โดยจ้างคน"กุลี" มาทำซึ่งเป็นคนท้องถิ่น โดยชาวไทผาเกควบคุมอีกที เช่นเดียวกับงานที่ไร่ชา จะมีคนท้องถิ่นตัวดำๆ เด็ดใบชา คนคุมคือคนไทหรือไทอาหม
การทำนาถามว่าทำไมไม่ทำให้มากขึ้น แทนที่จะเป็นปีละครั้ง คำตอบก็คือ ครั้งเดียวพอเพียงแล้ว ใช้นำฝนหน้าฝนนั่นแหละ เออ พอเพียงดีจัง
หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า มีที่ดินว่างที่อยากจะให้ทำเป็นสวน ก็อยากให้คนมาช่วยแนะนำ
เรื่องเลี้ยงวัว แสดงถึงฐานะของคนได้ดี แต่ที่ไม่เหมือนพวกฮอนดูก็คือ เขาไม่เอาขี้วัวไปทำเป็นเชื้อเพลิงเหมือนคนฮินดูทั่วไป เพราะใช้ฟืนสะดวกกว่า ซึ่งถ้าเป้นคนฮินดู ที่ไหนมีขี้วัวที่นั้นคือเชื้อเพลิงที่นำไปผสมกับหญ้าฟางไปตากแห้งกลายเป้นเชื้อเพลิงอย่างดี
เรื่องน้ำดูเหมือนไม่มีปัญหา เพราะน้ำบาดาลมีเหลือใช้ ไม่จำเป็นต้องใช้น่ำจากแม่น้ำหรือเก็บน้ำใส่ตุ่มแบบบ้านเราเลย
เรื่องไฟฟ้า รัฐบาลไม่สามารถจัดไฟฟ้าให้กับทุกคนได้อย่างเพียงพอจึงเปิดให้คนมีเครื่องผลิตไฟฟ้าเองได้ ในเมืองหลวงแม้แต่สถานทูตก็ต้องมีเครื่องปั่นไฟสำรองเอง
เท่าที่ดูหมู่บ้านนี้ไม่เดือดร้อนเรื่องไฟฟ้า เพราะอยู่อย่างพอเพียง ในห้องประชุม สนทนากันไป ก็ไฟดับ ก็จุดเทียน ก็สนทนากันต่อไม่มีปัญหา เคยชินกันแล้ว
เรื่องชนชั้น สังคมของชาวไทผาเก เหมือนสังคมปิดคือแต่งงานกันเฉพาะในกลุ่ม ในหมุ่บ้านก็ไม่มีคนกลุ่มอื่นอยู่ปะปนเลย หมู่บ้านก็อยู่โดด มีกลุ่มเรือน ห้อมล้อมด้วยนาและป่า จึงยากที่คนกลุ่มอื่นจะมาปะปน
เรื่องสุราไม่เห็นครับ มีแต่คนทานหมาก ติดหมาก ที่น่าสังเกตุก็คือไม่เห็นมีร้านค้าในหมู่บ้าน เข้าใจว่าเวลาจะซื้อของ คงออกไปนอกหมู่บ้าน ที่ชุมนุมของชาวบ้านคือริมแม่น้ำ จะมีแคร่สร้างไว้ให้คนมานั่งเล่นยามเย็นและมีการเล่นฟุตบอลที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียน
เอาเท่าที่จำได้ครับ
ขอบคุณครับ