เห็นด้วยกับครูหยุยในทุกประเด็นครับ แต่ขอเพิ่มเติมว่า
1.ประเทศไทย คงเป็นประเทศเดียวที่พูดถึงแต่วิชา "หน้าที่" พลเมือง แต่เราไม่ค่อยได้พูดถึงคำว่า วิชา "สิทธิ"พลเมือง หากเราคิดจะสอนวิชาหน้าที่พลเมือง ผมก็เห็นว่า เราจำต้องผนวกเรื่องของสิทธิพลเมืองด้วยครับ ไม่ใช่บอกแต่ว่า ประชาชนไทยมีหน้าที่อะไรต่อประเทศนี้อย่างเดียว แต่เราจะต้องให้เขารู้ด้วยว่า เขามีสิทธิอะไรบ้างในฐานะของพลเมืองในประเทศนี้ เพราะการรู้และทำแต่หน้าที่อย่างเดียว ก็เหมือนตาชั่งที่หนักไปข้างเดียว ไม่สมดุล เผลอๆก็กลายเป็นเหยื่อของนักการเมืองหรือชนชั้นปกครอง ที่อ้างเอาเรื่องหน้าที่มาให้ประชาชนทำ แต่ปิดบังอำพรางสิทธิที่ประชาชนควรรู้ควรมี จึงทำให้พลเมืองไทยถูดริดรอนความเป็นธรรมกันดาษดื่นในทุกวันนี้ ดังนั้นจึงขอเปลี่ยนเป็นว่า เราควรมีวิชา "สิทธิและหน้าที่พลเมืองไทย" ครับ
2.เรื่องการอ่านออกเขียนได้นั้น เป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันนี้เด็กไทยตั้งแต่ประถมยันอุดมศึกษาเขียนหนังสือไทยไม่เป็นครับ ที่ผมกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริง เยาวชนของเราถ้าให้เขาเขียนภาษาเฟสบุค หรือภาษาแชท เขาเขียนได้เป็นวันๆ แต่พอจะให้เขียนเรียงความ บทความ ที่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นทางการ หรือใช้ทำมาหากิน กลับเขียนวกวน จับประเด็นไม่ได้ วางประธานกิริยากรรมไม่ถูก ใช้คำเชื่อมไม่เป็น เลือกคำไม่เหมาะสม ซ้ำไปซ้ำมา พายเรือในอ่าง จนหาทางออกไม่ได้ ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้ใส่ร้ายเด็กๆ แต่เป็นประสบการณ์ตรงของผม ที่ต้องตรวจงานเขียนโครงการของเด็กมาหลายปี อยากให้โรงเรียนทุกระดับหันมาเน้นฝึกการอ่านและการเขียนให้เด็กๆ อย่างจริงจัง ต่อเนื่อง จึงเห็นด้วยกับคุณครูหยุยอย่างยิ่งครับ
3.สำหรับกิจการลูกเสือเนตรนารีนั้น ถึงแม้ปัจจุบันทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนเราจะลืมปรัชญาหรือความมุ่งหมายพื้นฐานของการเป็นลูกเสือไป เรามักจะเน้นไปที่รูปแบบมากกว่าสาระ เช่น เน้นเครื่องแบบ เครื่องหมาย การท่องกฏ การเข้าค่าย และบ่อยครั้งที่เราเอาลูกเสือมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ผมมองว่า ปรัชญาของลูกเสือเมื่อลอร์ดเบเดน เพาเวล คิดขึ้ันมานั้น ก็เพื่อต้องการใช้จิตวิทยาเด็ก มาหล่อหลอมคุณลักษณะ ของความเป็นมนุษย์ที่ดี เช่น ความเป็นสุภาพบุรุษ ความเสียสละ ความกล้าหาญ การพึ่งพาตนเอง ความสามัคคี การบำเพ็ญประโยชน์(จิตอาสา) ฯลฯ โดยออกแบบกิจกรรมที่เข้ากับความสนใจของเด็ก เช่น การเข้าค่าย การเดินทางไกล การผจญภัย ฯลฯ แล้วจึงสอดแทรกคุณลักษณะดังกล่าว โดยการบูรณาการอยู่ในกิจกรรมที่กล่าวมา ซึ่งผมอยากเห็นการออกแบบกิจกรรมลูกเสือที่จะสามารถหล่อหลอมเยาวชน ให้เข้าถึงปรัชญาและความมุ่งหมายของลูกเสือโดยแท้ มากกว่าการนำลูกเสือมาใช้สร้างผลงานหรือเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เท่านั้น