สวัสดีค่ะ อาจารย์

หนูหาอาจารย์เจอในgotoknow โดยบังเอิญ หนูมีจดหมายถึงอาจารย์ค่ะ

ถึงคุณครูด้วยความเคารพ

        วันหนึ่งเมื่อปลายปี 2551 ฉันนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพที่ศูนย์ ISUZU สกลนคร ขณะรอรับรถฉันนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมากกว่าที่จะสนใจโลกภายนอกหรือบุคคลรอบข้าง ช่วงวันหยุดลูกค้าที่มาใช้บริการค่อนข้างหนาตา จะต้องรอคิวนานไม่ต่ำกว่า 3 ชม. บ่ายโมงกว่า ๆ ท้องเริ่มจะหิว ฉันละสายตาจากหนังสือในมือมามองสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น สายตาฉันสะดุดที่ชายผิวสีแทนร่างใหญ่ท่าทางภูมิฐาน อายุคงราว ๆ 50 ปีเศษ ๆ คนหนึ่ง ที่กำลังคุยกับหญิงร่างท้วม อายุคงคราวเดียวกัน ฉันคาดเดาว่าน่าจะเป็นภรรยาของท่าน

         ทันทีที่เห็นหน้าอย่างชัดเจน ใจฉันก็เต้นแรงและเร็วอย่างน่าแปลก ใช่จริง ๆ ด้วย ท่านคือคนที่ใจฉันปรารถนาอยากพบอยากเจอสักครั้งตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งฉันเองก็บอกไม่ได้ว่าถ้าเจอแล้วจะทำอะไร แต่ในความรู้สึกเหมือนมีอะไรที่ผูกพันและค้างคาใจที่อยากจะบอก ฉันตัดสินใจเข้าไปยกมือไหว้ทักทาย ฉันดีใจจนแทบน้ำตาไหล มือไม้สั่น ใจเต้นแรงจนรู้สึกได้ ถ้าไม่ติดที่ว่าท่านเป็นผู้ชาย ฉันเป็นผู้หญิงและถ้าไม่กลัวว่าจะเสียภาพพจน์และวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ฉันจะเข้าไปกอดแน่น ๆ ให้สมกับความดีใจในขณะนั้น

          ท่านคือ อาจารย์ คำพันธ์ ภาวงศ์ ผู้ซึ่งเป็นคุณครูในดวงใจที่ฉันเคารพนับถือมาตลอดตั้งแต่เมื่อครั้งยังเรียนชั้นประถมตอนปลายนั่นเอง แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 30 ปีแล้วและไม่เคยได้เจอกันเลย แต่ท่านก็ยังเป็นคุณครู เป็นพระในใจให้ฉันได้ระลึกถึงเสมอ เจอกันวันนั้นฉันไม่อาจพูดคุยหรือบอกความในใจที่อยากจะบอกได้ ฉันจึงอยากจะบอกผ่านข้อความนี้ไปถึงท่าน “อาจารย์คะ หนูไม่รู้ว่าอาจารย์มีลูกศิษย์ลูกหากี่รุ่น กี่ร้อย กี่พันคน แต่หนูอยากให้อาจารย์นึกถึงเมื่อครั้งที่เป็นคุณครูสอนที่โรงเรียนบ้านคำสะอาด อำเภอสว่างแดนดิน ช่วงปีพ.ศ. 2517 – 2519 นักเรียนที่อาจารย์สอนชั้นป.5 – ป.7 ในจำนวนนั้นมีเด็กฝาแฝดหญิง-ชายคู่หนึ่ง จากบ้านหนองหมากแซว ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไปอีกเกือบ 10 กิโลเมตร ปั่นจักรยานคันเก่า ๆ ไม่มีบังโคลน (จักรยานแก่นหล่อน) ซ้อนกันมาเรียน มาสายเป็นประจำ เพราะตอนเช้าต้องไปช่วยพ่อ-แม่ทำนาก่อน ในวันที่ฝนตกก็จะเปียกปอนไปทั้งตัว เพราะไม่มีเสื้อกันฝน และล้อจักรยานปั่นดินโคลนกระเด็นใส่ ทั้ง ๆ ที่เสื้อผ้าเปียกแต่ก็นั่งเรียนต่อไปจะกระทั่งแห้งไปเอง อาจารย์ทราบไหมคะว่า เด็กหญิงอนงค์นาถ เด็กแฝดหญิงคนนั้นได้มาเป็น นางอนงค์นาถ ในวันนี้ได้ก็เพราะอาจารย์ได้มีส่วนช่วยอย่างมาก

          หนูเพิ่งรู้จากอาจารย์วันที่พบกันวันนั้นเองว่า พ่อของหนูเคยปั่นจักรยานไปหาอาจารย์เพื่อปรึกษาว่าจะให้หนูเรียนต่อหรือไม่ เป็นเรื่องที่หนูไม่เคยรู้ เพราะพ่อไม่เคยพูดถึง และหนูก็เชื่อว่าที่พ่อ – แม่ตัดสินใจให้หนูได้เรียนต่อมัธยมคงเป็นเพราะอาจารย์ได้ช่วยพูดคุยในวันนั้นแน่ ๆ พ่อ-แม่เคยพูดเสมอว่าจะให้แต่ นายพงษ์ (แฝดชาย)เรียนต่อ คงเป็นเพราะหนูเรียนไม่เก่งเหมือนเขาและอีกอย่างคงเพราะฐานะทางบ้านที่ขัดสนด้วย ซึ่งหนูก็เข้าใจ แต่อาจารย์ทราบไหมคะว่าความรู้สึกของหนูช่วงนั้นมันอัดอั้น อยากจะพูดอยากจะบอกกับพ่อ-แม่ว่า “หนูก็อยากเรียน” “ขอเรียนด้วยคน” แต่มันเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกแน่นในคอ พูดไม่ออก ไม่กล้าพูด ด้วยเพราะเชื่อฟังพ่อ – แม่ และวันที่นายพงษ์ไปสมัครเรียนต่อเป็นวันที่ทรมานจิตใจหนูมาก หลังจากนั้นหนูก็ได้แต่แอบนอนร้องไห้ทุกวัน เพราะเหตุการณ์ค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่าหนูไม่ได้เรียนต่อแน่ ๆ แต่แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด พ่อ – แม่ ให้หนูไปสมัครเรียนในวันสุดท้ายที่เขาเปิดรับสมัคร คงเป็นช่วงหลังจากที่พ่อไปปรึกษากับอาจารย์แน่ ๆ” “ชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันแม้จะไม่หรูหรา แต่หนูคิดว่ามันเป็นความสำเร็จที่หนูพอใจ หนูจึงอยากจะขอบพระคุณ ขออาจารย์โปรดรับคำขอบคุณจากหนูด้วยค่ะ”

        “หนูคิดว่าตัวเองโชคดีอีกต่อหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปอบรม พยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพราะมันทำให้หนูได้เพื่อนแท้คนหนึ่ง เขาเป็นนักสู้ชีวิต นามสกุลเหมือนกับอาจารย์นี่แหละคะ (เขาเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์และอัธยาศัยดีมาก) หนูเก็บความสงสัยตรงที่นามสกุลเขาเมือนกับอาจารย์ไว้ตั้งหลายสัปดาห์จึงตัดสินใจถาม เพราะความพูดน้อยของหนูเอง เกือบพลาดโอกาสที่จะได้เพื่อนดี ๆซะแล้ว และหนูก็เพิ่งนึกออกว่าวันที่พบกันที่ศูนย์ ISUZU อาจารย์เคยบอกว่ามีน้องสาวเป็นพยาบาลทำงานที่รพ.ศรีนครินทร์ ช่วงที่อบรมหนูก็ได้เขาช่วยแนะนำเพราะเป็นงานประจำที่เขาทำอยู่แล้ว แต่สำหรับหนูเป็นน้องใหม่สำหรับเรื่องนี้ค่ะ”

ท้ายสุด หนูขอกราบขอบพระคุณอาจารย์อีกครั้ง

 ด้วยความเคารพอย่างสูง

จากลูกศิษย์คนหนึ่ง

อนงค์นาถ