หลังจากอ่านบันทึก ... จึงได้เขียนอีกหนึ่งบันทึกเจ้าค่ะ
ข้าพเจ้ากลับเข้าบ้านหลังเล็กๆ นี้อีกครั้ง ที่นี่คือ บ้านที่ถูกโอบล้อมด้วยกอไผ่ในสามด้านและหน้าบ้านเป็นลานกว้าง ที่นี่มีทั้งเสียงนกและไก่ขันสลับกันดั่งท่วงทำนองของดนตรี...การกลับมาบ้านหลังนี้แม่ต้องอดทนต่อความคิดถึงลูก แต่ข้าพเจ้ารับรู้ได้ว่าแม่ทำใจยอมรับได้มากขึ้น ว่าลูกยังอยู่ในหัวใจของแม่
การจากเพียงแค่การเขยื้อนออกไปทางกายเท่านั้น แต่ในห้วงแห่งความคำนึงข้าพเจ้ายังเป็นลูกสาวตัวน้อยของแม่ "ใจ" ของแม่ได้เปิดกว้างต้อนรับลูกอีกครั้ง อย่างไม่ต่างออกไปจากในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาในชีวิต
ข้าพเจ้าตื่นแต่เช้ามืดนอนฟังคำอบรมสั่งสอนให้ลึกซึ้งเข้าไปในจิตวิญญาณ หลายบทต่อหลายบท ฟ้าสางได้ลุกขึ้นมาทำดีท๊อก ข้อเท้ายังไม่หายบวมแต่ใจนี้นอบน้อมมากขึ้น ยอมรับอย่างไม่ใช่พ่ายแพ้ต่อสภาวะที่เกิด เมื่อพิจารณาน้อมใจลงได้เช่นนี้ ความเบาสบายก็บังเกิด แต่ละก้าวย่างที่ย่างเท้าไปบนผืนดิน ด้วยลมหายใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ตายลงเรื่อยๆ แทบตลอดเวลา
ย่างก้าวที่นี่ไม่ต่างๆ จากย่างก้าวที่เดินอยู่ในห้องโถงใหญ่ของห้องประชุมใหญ่ในเมืองหลวง ... ข้าพเจ้ามาที่นี่มาเพียงเพื่อทำหน้าที่ ไม่เกี่ยวเนื่องหรือร้อยรัดด้วยเงื่อนไขใดใด ก่อนไปข้าพเจ้าไปด้วยความหวังและปรารถนาความเป็นหนึ่งเดียวของผู้คน แต่...แล้วระหว่างย่างก้าวนั้นได้ตื่นรู้ว่า ที่นี่ ไม่มีข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ไม่ได้มี มีแต่เพียงการเคลื่อนไปตามเวลาเพื่อให้ทันความเป็นปัจจุบันขณะ
บนผืนดินที่บ้านน้อยหลังนี้...
ไม่มีการเกิดและไม่มีการตาย มีเพียงเรื่องราวและผู้คนที่ผ่านและผ่านเลยไป
ข้าพเจ้านั่งลง...ที่โต๊ะยาวข้างตัวเรือน เสียงไก่ขันในรอบเย็น ข้าพเจ้าหยิบไม้กวาดไปกวาดใบไม้ที่เปียกชุ่มช่างหนัก จึงได้วางลงและทบทวนใคร่ครวญในลมหายใจของตนเอง...
การดำรงอยู่อย่างคนที่ตายไปแล้ว...
ทำให้เราเข้าทันสู่ความเป็น "ปัจจุบัน" มากที่สุด...
วันนี้คือ วันที่ได้พัก ท่ามกลางการทำกลุ่ม "เรียนรู้ทางปัญญาและหัวใจ" ร่วมกับเด็กๆ ผ้าขาวที่มาฟื้นฟูฯ ที่วัด...ทั้งวันผ่านไป
แสงแดด ร่มไม้ และเสียงไก่ได้ช่วยให้ตื่นรู้ว่าข้าพเจ้า ณ ห้วงเวลาที่ผ่านไปนันไม่มีเสมอเหมือนได้ตายไปแล้ว...
...
๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔
