บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ทำให้ข้าพเจ้าได้อ่าน...โดยที่ไม่ต้องรอวันที่ตายไปแล้ว
คนเรานั้นมักเอ่ยถึงกันในยามที่เราหมดลมหายใจไปแล้ว แต่ตอนที่ยังดำรงอยู่เรานั้นต่าง "มุทิตาจิต" กันน้อยมาก ใจนั้นอาจชื่นชมแต่น้อยนักที่จะแสดงออกมาให้บุคคลนั้นรู้
คุณทิมดาบไม่ได้เพียงแค่ชื่นชมและแสดงมุทิตาจิต คือ แสดงออกซึ่งจิตแห่งความดีงาม ชื่นชม เท่านั้นแต่คุณทิมดาบลงมือร่วมก้าวย่างไปพร้อมกับสิ่งที่ใจเขาสัมผัสได้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงอีกท่านหนึ่งคือ พี่โอ หรือพี่สมหญิง อุ้มบุญ ทั้งสองท่านนี้คือ คนต้นแบบในหัวใจของข้าพเจ้า ที่กล้าก้าวร่วมทุกข์และสุข ร่วมฝันและสานฝันให้เป็นจริง บนเส้นทางของคนทำงาน
ข้าพเจ้าฝันแบบเล็กๆ...ในโลกใบเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศานติ อันเป็นศานติที่มีอยู่ในหัวใจของทุกคน ความมีศานตินี้ ทำให้โลกเรานั้นเย็นขึ้น อันเป็นความเย็นที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นใจ ความเสีลสละ และการละออกจากความเห็นแก่ตัว
ผู้ที่มีความหวาดกลัว...ในจิตใจจะเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว อันเป็นความเห็นแก่ตัวที่นำพาตนเองไปสู่ที่ปลอดภัย แต่...ผู้ที่มีศานติในใจเขาจะกล้านำพาตนเองก้าวผ่านห้วงแห่งความหวาดกลัวและความเห็นแก่ตัวนั้นได้
เมื่อคืน...(๒๑ กค) ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับพี่สมหญิง อุ้มบุญ ถึงหัวใจของผู้มีความเสียสละ กล้าก้าวออกมาจากความหวาดกลัวอย่างเบิกบาน สละออกจากห่วงที่พันธการไว้คือลูกๆ...และสามี มาร่วมทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ปรารถนาอยากให้ผู้คนได้ออกมาจากบ่วงอันร้อยรัดในการงาน มาสู่ความตื่นรู้และเบิกบานในวิถีแห่งการงานอย่างมีพลัง
คุณทิมดาบ ...ข้าพเจ้าได้เจอเมื่อหลายปีก่อน คือความโชคดีของข้าพเจ้าที่ได้เจอ ไม่น่าเชื่อว่าในซอกมุมเล็กๆ ที่ดูว่างเปล่าจะมีชายหนุ่มที่กล้าคิดกล้าฝันกล้านำพาตนเองทะยานออกจากความคุ้นชินไปสู่มิติของความงามแห่งชีวิต ทำสิ่งต่างๆ อย่างมีพลัง ในสามชั่วโมงที่เรานั่นสุนทรียสนทนาถึงเรื่องเล่าเล็กๆ ข้าพเจ้ารู้สึกภูมิใจที่ได้นั่งเคียงข้างชายหนุ่มคนนี้ เสียดายว่าข้าพเจ้าพลาดโอกาสที่จะได้เจอทิมดาบตัวจริงกับความสดใสของเขา ทิมดาบตัวจริงคือ...ผู้ที่จะเติบกล้าในวันข้างหน้าที่ทุกวันนี้เขาได้รับการฝังชิพความงดงามจากพ่อและแม่ของเขา...
หลายวันมาแล้วข้าพเจ้ารู้สภาพร่างกายตนเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นฝีอักเสบที่ข้อเท้าทั้งสองข้างที่มีอาการบวมมาเดือนกว่า ขาดอีกไม่กี่วันก็ครบสองเดือน และอาการที่ถูกลมพิษรุมเร้าเอาเมื่อตอนวันที่นอนอยู่สุราษฎร์ธานี อีกทั้งอาการวิงเวียนศีรษะคล้ายโลกหมุนโคลงเคลงอยู่ตลอดเวลา แต่นั้นการดำรงอยู่ได้ก็เนื่องด้วยจิตที่มีพลังแห่งความงดงามและการมองโลกตามความเป็นจริง
ท่ามกลางการเรียนรู้ ข้าพเจ้าได้พบกัลยาณมิตรมากมายที่คอยเกื้อหนุน
พี่กุ้งจากศูนย์มะเร็งและพี่แป๋ว-หัวหน้าพยาบาล และรอง ผอ.ศูนย์มะเร็ง เมตตาช่วยดูแผลที่เท้า เราคุยกันขำขำกับพี่กุ้งว่า ขอปฏิเสธยาปฏิชีวนะ เพราะนั่นน่ะคือการฆ่า เราปรารถนาที่จะฆ่าแม้แต่เชื้อโรคที่รุมเร้าอยู่นี่...
พี่กุ้งบอกให้รอที่สนามบินก่อนระหว่างที่โทรให้เพื่อนนำยาที่ดีอย่างยิ่งที่ใช้กับผู้ป่วยมะเร็งและได้มาจากอเมริกาเพื่อหวังให้ข้าพเจ้าได้ใช้ แต่ข้าพเจ้าชอบวิถีแนวธรรมชาติที่พี่กุ้งแนะนำมากกว่า ... โชคดีที่อยู่ระหว่างการอุปฐากหลวงปู่ ผู้ซึ่งเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ระหว่างเดินทางกลับจากกรุงเทพ ทุกอย่างที่เกิดกับข้าพเจ้านั้นเพียงเล็กน้อยแต่การได้อุปฐากทดแทนพระคุณในความเมตตาของท่านที่มีต่อสรรพสิ่งต่างๆ ในทุกภพนี่สิคือ สิ่งสำคัญและเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก
การที่พระผู้เปี่ยมด้วยเมตตา ท่านเคลื่อนไปที่ไหน ที่นั่นจะเกิดเป็นพลังแห่งกำลังใจ
ดังนั้นการได้อุปฐากท่านแม้เพียงน้อยนิด แต่สำหรับหัวใจของข้าพเจ้านั้นยิ่งใหญ่นัก
ค่ำคืนนี้ แม่ได้อนุญาตให้ข้าพเจ้าได้บ่มเพาะจิตใจตนเองให้แกร่งกล้าในบ้านหลังเล็กๆ ที่หลวงปู่อนุญาตให้มาสร้างอยู่ คือ รางวัลของความอดทนตลอดชีวิตที่ผ่านมา อันเป็นความอดทนต่อความทุกข์ทั้งแบบหยาบ - กลาง - ละเอียด...
เมื่อตอนเย็น...
หญิง-วรรณพร จาก สวรส.ถามไถ่ถึงการเดินทาง และข้อความสั้นจากพี่ติ๊ก-สุฤดี "R2R รักแล้วรักเลยค๊า"...ทำให้ข้าพเจ้าชุ่มฉ่ำในใจ ได้โทรทักทายคุณก้อย-สิรินยาถามถึงแผ่นเพลงภาวนา สำหรับข้าพเจ้าแล้วนี่คือ ความเป็นกัลยาณมิตรที่ร่วมทำงาน พิสูจน์หนทางกันมาหลายปี
หลายคนถามข้าพเจ้าว่าเหนื่อยไหม...ข้าพเจ้าตอบว่า "เหนื่อยแต่อดทนเอา"...
ทำไมต้องอดทน..."ก็เพราะว่าเรายังมีชีวิตอยู่" การมีชีวิตอยู่คือ บทเรียนที่เราต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่เข้ามาสัมพันธ์ในชีวิตหรือชีวิตเราไปสัมพันธ์ หากถามว่าตอนนี้ข้าพเจ้าตายได้หรือยัง ข้าพเจ้ายืดอกและตอบได้ว่า "พร้อมตาย" แล้ว เพราะได้ทำให้จิตของแม่เป็นจิตแห่งความเป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม
และข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าได้ตายไปแล้วอยู่ตลอดเวลา...
ขอบพระคุณในบันทึกของคุณทิมดาบ ที่เขียนขึ้นมาได้โดยไม่ต้องรอวันที่ข้าพเจ้าสิ้นลมไปแล้ว
