บางส่วนจากคำนำหนังสือ โดย สันติกโรภิกขุ
มนุษย์เราอยู่ในโลกแห่งความรู้สึก ความคิด สัญลักษณ์ ภาษา ความจำ ความใฝ่ฝัน ความสุขและความทุกข์ โลกแบบนี้เป็นโลกที่วิจิตร สลับซับซ้อน น่าอัศจรรย์ คงต่างจากโลกของสัตว์อื่นมากพอสมควร อีกทางหนึ่งของโลกมนุษย์คือ การแสวงหาความหมายของชีวิต เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้ว่า สักวันหนึ่งตนเองจะต้องตาย ในเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตาย มนุษย์จึงเต็มไปด้วยความคิดและการแสวงหา นอกนั้นมนุษย์ก็ยังเกี่ยวข้องกับผู้อื่นคือเป็นสัตว์สังคม มีความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความรู้สึกนานาที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้ก็มีส่วนที่คนเราจะตั้งคำถามเหมือนกัน มนุษย์ขึ้นๆ ลงๆ ด้วยความสุขสุดยอด และส่วนที่เป็นความทุกข์ตกเหว เปรียบเป็นสวรรค์และนรก อีกด้านหนึ่งของมนุษย์ก็เป็นเหมือนสัตว์อื่น เคลื่อนไหวไปตามสัญชาติญาณไม่ว่าการกิน การนอน การต่อสู้ การสืบพันธ์ การอยู่กับหมู่กับฝูง สรุปว่า ตัวมนุษย์ประกอบด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์มีการศึกษากันมาเป็นพันๆ ปี โดยวิธีการและแนวทางมากมาย
ในบรรดาแนวทางหรือศาสตร์ทั้งหลายเพื่อใช้ศึกษาตนเอง ศาสนาเป็นหลักการหนึ่งที่ดำรงอยู่ยาวนานที่สุด แต่ในระยะหลัง โดยเฉพาะในศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์ได้พัฒนาศาสตร์ใหม่ๆ ที่เรียกว่า จิตวิทยา โดยสมัยแรกๆๆ จิตวิทยาก็เน้นผู้ที่มีปัญหาทางจิต แต่ในระยะหลัง จิตวิทยาหันมาสนใจจิตของคนปกติด้วย ต่อจากนั้นเริ่มสนใจจิตของผู้ที่สามารถยกระดับชีวิตให้สูง ในที่สุดจิตวิทยาก็เชื่อมโยงกับสิ่งที่ศาสนาสนใจมายาวนานคือ spirituality หรือเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องธรรมมะ ในบรรดาจิตวิทยาและแนวทางจิตวิญญาณที่มีอยู่ในโลกนี้ นพลักษณ์เป็นแนวหนึ่งที่ประกอบด้วยทฤษฎีที่ประมวลความรู้ที่เกี่ยวกับชีวิตภายใน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น
(ซึ่งเป็นส่วนของจิตวิทยา) และพร้อมกันนั้นยังลึกไปในส่วนที่เป็นจิตวิญญาณด้วย มองทางหนึ่งเป็นจิตวิทยา มองอีกทางหนึ่งเป็นทางด้านศาสนา เพราะที่มาของนพลักษณ์ก็มาจากศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะจากทางนักพรต นักภาวนาที่เรียกว่า ซูฟี มองอีกทางหนึ่งเป็ฯแนวทางที่สามารถเชื่อมและบูรณาการระหว่างจิตวิทยากับศาสนา