สวัสดีค่ะอาจารย์ ดิฉัน นาง วัฒนา แพงวิเศษ รหัส 53223551211
ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยค่ะ
1.ปัญหาภาวะแล้งยาวนาน
ในสภาพธรรมชาติที่พบเห็นได้ในปัจจุบัน สภาพธรรมชาติในชุมชน ของดิฉันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมากเลยค่ะจากท้องนาที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ มีฤดูกาลที่มีความชัดเจน พอที่จะกำหนดระยะเวลาที่จะดำเนินการเพาะปลูกพืช นา พืชไร่ได้อย่างค่อนข้างถูกต้องเหมาะสม มาตลอดแต่มาในระยะหลัง จากนั้นไม่กี่ปีดิฉันรู้สึกว่าเราจะคาดหวัง ไม่ได้เต็มที่นัก
ในช่วงปีที่ผ่านมาความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชุมชนของดิฉันคือเกิดความแห้งแล้งมากจนเกิดความเสียหายกับนาข้าวที่เคยได้รับผลผลิตค่อนข้างดีแต่มาในปีนี้ เกิดการแล้งในระยะเวลาที่นานมาก คือแล้งตั้งแต่ช่วง เดือน ตุลาคม จนถึงเดือนเมษายนจึงมีฝนตก ช่วงเวลาที่ผ่านมาในที่ชุมชนของดิฉันจะมีภาวะขาดน้ำกินน้ำใช้ ต้อง ซื้อน้ำจากที่อื่นที่ขนมาขาย มากขึ้น เพราะแม้แต่ หลังคาเรือนที่เคยมีการใช้น้ำจากบ่อบาดาล ในปีนี้กลับมีอาการแห้งขาดน้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
2.ผลกระทบที่เกิดขึ้น
ในช่วงเวลาที่มีภาวะแล้งที่ยาวนานในชุมชนของดิฉัน จะเห็นได้ว่า เพื่อนบ้านในชุมชนที่มีความขยัน ได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเข้าไปอยู่ ในเมืองเร็วขึ้นโดยคาดหวังที่จะหารายได้เสริม เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชย รายได้ของผลผลิตที่ขาดหายไปจากภัยแล้ง
จากสถานการณ์ฝนแล้งภาพที่เห็นในชุมชนของดิฉัน อีกอย่างคือ สภาพของเด็กๆที่ต้องอยู่กับผู้สูงอายุเมื่อ พ่อแม่นั้นได้เข้าไปหางานทำในเมืองต่างๆ แต่ด้วยความที่รักและห่วงลูก กลัวว่าลูกจะรู้สึกทอดทิ้ง พ่อแม่จึงชดเชยโดยการ สรรหาวัตถุนิยมต่างๆ ที่มีในสมัยนิยมให้กับลูก เพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกน้อยหน้าเพื่อน นั้นทำให้ ได้เห็นภาพของเด็กๆที่ยังไม่มีรายได้ที่เป็นของตนเองแต่มีของใช้ฟุ่มเฟือย และราคาค่อนข้างแพง เกินวัย และในช่วงเวลาที่เด็กนั้นไม่มีพ่อแม่คอยติดตามดูแลนั้นเด็กๆจะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนมากกว่าที่จะอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่พ่อแม่ฝากให้ช่วยดูแล
อาจจะเป็นเพราะช่วงวัยที่ห่างกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ เด็กๆจะปลีกตัวออกห่างผู้ใหญ่ และชอบสุมกันอยู่ในที่ลับตา แม้จะมีเสียงเตือนจากผู้ใหญ่แต่ก็ไม่เป็นที่สนใจของเด็กกลุ่มนี้เท่าไดนัก
3.การแก้ไขป้องกันปัญหา เพื่อลดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น
สำหรับดิฉันเองนั้นได้ประสบกับปัญหาภาวะแล้งยาวนานเหมือนกันผลกระทบที่เกิดในครอบครัวดิฉันก็มีเข้ามา อย่างมาก เพราะที่นาของดิฉันอยู่ในที่ดอน จะเรียกว่านากระเทินก็ได้ เมื่อเห็นว่าฝนมีพอที่จะทำให้ผลผลิตจากนาของดิฉันไม่ได้ผลแน่นอน แล้ว ดิฉันจึงปรับเปลี่ยนความคิดที่น่าจะเรียกว่าเปลี่ยนวิกฤติ ให้เป็นโอกาส โดย การรีบเปลี่ยนจากการทำนาข้าวโดยการหันไปปลูกพืชไร่บางประเภทที่คิดว่า เหมาะสมกว่าการทำนา นั้นคือ การเลือกปลูกอ้อย และปลูกมันซึ่งเป็น พืชที่ไม่ต้องการน้ำมากเช่นข้าว จากการเปลี่ยนแปลงจัดการในพื้นที่ที่นาของดิฉันในครั้งนี้ ทำให้ดิฉันสามารถมีผลิตผลที่จะรอเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่แตกต่างจากการทำนาเพียงอย่างเดียว นั้นคือ ก่อนที่จะเริ่มการทำนาในฤดูกาลต่อไปดิฉันก็จะมีรายได้จากการขาย มันซึ่งทำให้ดิฉันมีทุน ซื้อ ปุ๋ยในการทำนาได้ พอสมควร และหากฝนดีมีนำพอเพียง (ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) หลังจากการปลูกมันดิฉันก็ยังมีพื้นที่ ในการทำนาต่อ แล้วเมื่อเสร็จจากฤดูเพาะปลูกข้าว ก่อนจะลงในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว(ในช่วง เดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม) ดิฉันก็จะมีรายได้จากการขายอ้อยซึ่งดิฉันได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งในการทำไร่อ้อย จากการที่ดิฉันได้เลือกทำการปลูกพืชหลายชนิด เพื่อลดการสูญเสียจากผลกระทบจากธรรมชาติที่แปรปรวนเกินคาดเดาได้รวมไปถึง ราคาของผลผลิตต่างๆที่อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ในปีนี้ดิฉันจึงไม่ได้รับความเดือดร้อนเท่าไหร่แม้จะมี ภาระค่าใช้จ่ายที่มีเข้ามาในการเดินทาง ไปร่วมศึกษากับเพื่อนนักศึกษา และ เพื่อติดต่อกับหน่วยงานต่างโดยบทบาทหน้าที่ ที่มีในชุมชน ทำให้ดิฉันต้องเดินทางแทบทุกวัน
ภาพที่ดิฉันบรรยาย ดูเป็นภาพเล็กๆในชุมชนน้อยๆที่อาจจะมีใครนำไปปรับใช้กับตนเองได้บ้าง เพื่อเป็นการบรรเทาความรู้สึกสูญเสีย จากผลกระทบของภัยธรรมชาติ ที่เกิดในพื้นที่ของแต่ละบุคคล ที่อาจจะแตกต่างกันการเลือกที่ จะปฏิบัติ คงจะไม่ใช้วิธีเดียวกันหมด ก็อยากทราบอยู่ค่ะว่าถ้าคนอื่นที่ประสบ กับปัญหาแบบดิฉันจะ มีวิธี การแก้ปัญหาเช่นไร เมื่อเราต้องมีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติเปลี่ยนไป เรื่อยๆ นั้นมีวิธีรับมือกับธรรมชาติเช่นไร