1.ปัญหาดังกล่าวเกิดจากสาเหตุอะไร
เกิดจากมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อาศัยอยู่บนความอุดมสมบรูณ์ที่เกิดธรรมชาติแต่มนุษย์ก้อลืมตะหนักถึงบุญคุณเมื่อมนุษย์คิดแปลกแยก และรุกรานธรรมชาติ มากๆ เข้า
ธรรมชาติก้อขาดสมดุล เมื่อขาดสมดุล การแปรเปลี่ยน ต่างๆก็ปรากฏ ดังปรากฏการณ์ที่ท่านทั้งหลายได้สัมผัสและพบเจอในขณะนี้
2.ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติ อย่างไรบ้าง
ภัยธรรมชาติ มีความหมายครอบคลุมถึงภัยที่รุนแรง เหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อบุคคลเดียว หรือกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง คือกระทบต่อความมั่นคงและ ความปลอดภัย ทำให้เกิดปัญหาต่อจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม คลื่นสึนามิ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การก่อการร้าย สงคราม การข่มขืน เป็นต้น ภัยพิบัติสามารถส่งผลกระทบต่อความเสียหายทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจน เช่น เสียชีวิต บาดเจ็บ ไร้ที่อยู่ ขาดที่ทำกิน พิการ อุปกรณ์การทำงานสูญหาย กระทบต่อสภาพสังคม วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต รวมทั้งมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ประสบภัย
ผลกระทบของภัยธรรมชาติในชุมชน
2.1 ผู้ประสบภัย นอกจากจะเป็นผู้สูญเสียชีวิต คนรัก ทรัพย์สิน ที่พักอาศัย เครื่องมือทำมาหากินและได้รับบาดเจ็บทางร่างกายแล้ว ยังมีภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นในตัว
2.2 ครอบครัวและชุมชน
วิถีชีวิตในชุมชนเป็นสิ่งที่พัฒนามานาน ประกอบด้วยความรัก ความผูกพัน ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นวัฒนธรรม ประเพณีในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ถือว่าเป็นเกราะป้องที่สำคัญแก่คนในชุมชนนั้นๆ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเช่น กรณีสึนามิ ใช้เวลาไม่นานแต่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชนอย่างรวดเร็ว ผู้คนกระจัดกระจาย แยกตัว สับสน และต่างคนต้องเอาตัวเองให้อยู่รอด วัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชนถูกทำลายสิ้นในพริบตา การพลัดพรากจากคนและของที่รัก ขาดที่อยู่ สูญเสียทรัพย์สิน ตกงาน ขาดรายได้ ฯลฯ ส่งกระทบผลโดยตรงต่อตัวบุคคล ครอบครัวและสังคมอย่างรุนแรงและยาวนาน ทำให้พบการหย่าร้างเพิ่มขึ้น ในบ้านมีความก้าวร้าว คนหงุดหงิด ซึมเศร้า เด็กถูกทำร้าย เด็กขาดเรียน ขาดทรัพยากรทุกรูปแบบและมักได้รับความช่วยเหลือที่ไม่ตรงตามความต้องการเฉพาะตัว
เมื่อหน่วยช่วยเหลือที่หลั่งไหลเข้ามาช่วยในรูปแบบต่างๆกัน ซึ่งอาจช่วยเหลือได้จริง หรืออาจเป็นตัวสร้างความยุ่งยากให้กับคนในชุมชนเพิ่มขึ้น เช่น มีระบบ วิธีการที่ซับซ้อนและไร้สมรรถภาพในการแก้ปัญหาที่มีอยู่ เช่น เรื่องที่พัก เครื่องมือทำกิน พื้นที่สิทธิ์ตามกฎหมาย ฯลฯ หรือพวกฉวยโอกาสจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดจะสร้างความเดือนร้อนซ้ำให้กับคนและชุมชน หรือเรียกว่า second disaster
2.3 ผู้ช่วยเหลือในชุมชน
ในสภาพหลังเกิดภัยพิบัติ จะมีผู้ตาย ผู้บาดเจ็บ ผู้หลงทาง ถูกพลัดพรากจากกันมากมาย เป็นสภาพที่กดดันทางอารมณ์ สภาพแวดล้อมเกือบทุกแห่งในพื้นที่เกิดเหตุจะยุ่งเหยิง ผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ทำงานในชุมชนทำงานหนักเกินกำลัง โดยที่ขาดระบบบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดความผิดพลาด ซ้ำซ้อน สับสน วุ่นวาย รวมทั้งต้องเผชิญหน้ากับทีมช่วยเหลือที่หลากหลายรูปแบบที่หลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่ และหลากหลายความต้องการที่เรียกร้องเอาจากคนในพื้นที่
จึงพบว่าผู้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ เช่น เจ้าหน้าที่ ครู ประชาชนในจังหวัดต้องทำงานหนัก พักผ่อนไม่พอ จิตใจหวั่นไหว ซึมเศร้า ท้อแท้ เครียด วิตกกังวล ท้อแท้ พบพฤติกรรมแยกตัว ก้าวร้าว รู้สึกไม่ปลอดภัย และมีปัญหาสุขภาพได้ง่าย สมาธิและความสนใจต่อสิ่งต่างๆลดลง หลายคนที่มีทัศนคติต่อวิธีการทำงานในด้านลบเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะคนในระบบราชการ
ผลกระทบของภัยธรรมชาติต่อเด็กและวัยรุ่น
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกระทบต่อเด็กและวัยรุ่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ภัยพิบัติมาพร้อมกับความตายต่อหน้าต่อตาของผู้เป็นที่รักหรือบุคคลใกล้ชิด การที่ต้องเผชิญภาพเหตุการณ์ที่น่ากลัว ใกล้ชิดกับความตายมิใช่เรื่องที่จะทำใจให้ยอมรับได้ง่ายโดยเฉพาะถ้าคนนั้นเป็น พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่าตายาย เพื่อนสนิท ครู เพื่อนบ้าน แฟน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยง นอกจากเด็กและวัยรุ่นจะสูญเสียความสัมพันธ์กับคนที่รักแล้ว ยังสูญเสียสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ปลอดภัยและเป็นสุข และสูญเสียความมั่นคงของชีวิต ความสูญเสียหลายอย่างมองเห็นได้ชัด แต่ความสูญเสียอีกหลายอย่างที่เป็นนามธรรมก็มีมาก เช่น ความมั่นคง ความอบอุ่นทางจิตใจ ความรักความผูกพัน โอกาสสนุกสนาน แต่เด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใหญ่และต้องการสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัยสำหรับเป็นรากฐานสำหรับการเติบโตและพัฒนาการที่สมบูรณ์ การสูญเสียดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการสูญเสียที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการเติบโตและพัฒนาการที่สมบูรณ์ ยิ่งถ้าต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มั่นคงเป็นเวลานาน เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครองยังสับสน หวั่นไหว ไม่เข้าที่ ไม่มีเวลา ขาดการดูแลเอาใจใส่ คุณครูทำงานหนักหลายด้าน ขาดการสอน ฯลฯ จะยิ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้รุนแรงและยาวนาน
3.จะร่วมกันช่วยเหลือ ฟื้นฟู ธรรมชาติอย่างไร และจะร่วมกันป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างไร เพื่อลดความรุนแรงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกต่อไป
การช่วยเหลือ ฟื้นฟูธรรมชาติ
โครงการที่สำคัญมีผลต่อเนื่องยาวนาน เริ่มด้วยการจ้างแรงงานในชนบท คือการเร่งปลูกป่า ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของแผ่นดิน โดยรัฐบาลและเอกชนควรร่วมมือกัน จัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม โดยรัฐบาลอาจจัดงบประมาณไว้ส่วนหนึ่ง และขอการสนับสนุนจากภาคธุรกิจเอกชน หน่วยงานของรัฐโดยตรง เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ฯลฯ ต้องมีบทบาทสำคัญและอยู่ภายใต้การปฏิรูปองค์กรเพื่อทำงานด้วยความเข้มแข็ง แทนที่จะอยู่ไปแต่ละวันขณะที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารถูกลักลอบทำลายจนแทบไม่เหลือ ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในต้นน้ำจังหวัดภาคเหนือเป็นการเตือนว่าในอนาคตประเทศไทยและเพื่อนบ้านต้องเผชิญต่อการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะแม่น้ำโขง การสูญเสียระบบนิเวศวิทยา ทำให้ความยากจนในชนบทแพร่กระจาย ถ้าการเกษตรไม่ได้ผล ฝนทิ้งช่วง น้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ
การปลูกป่าทำให้เกิดการจ้างแรงงาน หน่วยงานต่างๆ มีหน้าที่รักษาผลประโยชน์อย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลต้องเพิ่มและจัดการระบบดูแลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ผลเต็มที่ แม้จะต้องกินเวลานาน ยังดีกว่าไม่เริ่มต้นทำอะไร ปล่อยให้สภาพเลวร้ายลง ทำให้พื้นที่ป่าไม้เหลือน้อย เพิ่มอุณหภูมิให้สูงเกินกว่าระดับปกติ ดังที่มีการเตือนว่าปีนี้อากาศภาคเหนือจะร้อนระอุ
การฟื้นฟูป่าไม้จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารสำหรับอนาคต ซึ่งเป็นที่ต้องการของชาวโลก สร้างความมั่นใจว่าคนไทยจะมีอาหารเพียงพอและเหลือสำหรับสร้างรายได้เข้าประเทศ เพราะการเกษตรเป็นทางเลือกสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืนกว่าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถูกพิสูจน์ให้เห็นในยุควิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบันว่า เป็นปัญหามากกว่าการประคองสภาวะของประเทศ เพราะประเทศไทยต้องนำเข้าปัจจัยต่างๆ และพึ่งพาแหล่งป้อนจากต่างประเทศ สร้างมลภาวะเป็นพิษ ทำลายคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติ
ภัยธรรมชาตินั้นเกิดจากหลายสาเหตุและปัจจัย แต่ทั้งนี้ในยุคสมัยก่อนที่ ก่อนที่จะมาเป็นสังคมเมืองนั้นการปรับสมดุลทางธรรมชาตินั้นไม่เคยก่อความเสียได้มากมายหนัก เพราะว่า ประชาชนส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยลุกล้ำเข้าไปอาศัยในพื้นที่เสียงที่จะเกิดภัยทางธรรมชาติ แต่ถ้าจำเป็นที่จะต้องเข้าไปอาศัยในพื้นที่ ที่เสี่ยงนั้น การก่อสร้างอาคารบ้านเรืองนั้นก็จะออกมาในรูปแบบของอาคารที่รองรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคต เห็นได้จากบ้านเรือนในสมัยก่อนนั้นบ้านเรือนส่วนใหญ่จะเป็นบ้านที่ยกขึ้นจากพื้นให้สูง (ที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่าใต้ถุนบ้าน) เพื่อนที่จะรองรับปริมาณน้ำในช่วงที่มีฝนตกหนัก แต่ในปัจจุบันนั้นบ้านเรือนส่วนใหญ่นั้นเป็นบ้านชั้นเดียวและพื้นก็เรียบระนาบไปกับพื้นดิน นั้นหมายความว่าไม่มีระบบในการป้องกันตนเองในเบื้องต้น