มนุษย์กับธรรมชาติ
คำว่า ธรรมชาติ ใช้สำหรับบรรยายทุกสิ่งบน โลก ที่ไม่ได้ถูกสร้างโดยมนุษย์ อาทิเช่น มนุษย์ สัตว์ ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ หรือฝน เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์กับธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมานานแสนนาน ตั้งแต่มนุษย์แรกปรากฏขึ้นมาบนพื้นโลก มนุษย์เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์อาศัยอยู่ในธรรมชาติ มนุษย์อาศัยธรรมชาติเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ธรรมชาติจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติเป็นส่วนของกันและกัน มนุษย์กับธรรมชาติไม่อาจแยกตัวออกจากกันและกันได้ เมื่อใดที่มีเหตุมีผลกำหนดให้ต้องแยกจากกัน เมื่อนั้นย่อมวินิจฉัยได้ว่าทั้งมนุษย์และธรรมชาติกำลังมุ่งวิถีการเปลี่ยนแปลงสู่หายนะด้วยกันทั้งสองฝ่ายเราก็สามารถจำแนกปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สังคมมนุษย์กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ 3 ปัญหาใหญ่ ๆ คือ
1. ปัญหาการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ
2. ปัญหามลภาวะหรือมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
3. ปัญหาการทำลายระบบนิเวศ
ความสำคัญและผลกระทบของทรัพยากรธรรมชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญต่อมนุษย์มากมายหลายด้านดังนี้
1. การดำรงชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติเป็นต้นกำเนิดของปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิตของมนุษย์พบว่า มนุษย์จะต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการทางด้านปัจจัยสี่ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค
- อาหารที่มนุษย์บริโภคแรกเริ่มส่วนหนึ่งได้จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เผือก มัน ปลาน้ำจืดและปลาน้ำเค็ม เป็นต้น
- เครื่องนุ่งห่ม แรกเริ่มมนุษย์ประดิษฐ์เครื่องนุ่งห่มจากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น จากฝ้าย ป่าน ลินิน ขนสัตว์ ฯลฯ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ต่อมาเมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการเครื่องนุ่งห่มก็เพิ่มขึ้นด้วย จึงจำเป็นต้องปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ เพื่อการทำเครื่องนุ่งห่มเอง และในที่สุดก็ทำเป็นอุตสาหกรรม
- ที่อยู่อาศัย การสร้างที่อยู่อาศัยของชนเผ่าต่าง ๆ จะพยายามหาทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาเป็นองค์ประกอบหลักในการก่อสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ในเขตทะเลทรายที่แห้งแล้ง บ้านที่สร้างขึ้นในเขตภูเขาจะทำด้วยดินเหนียว แต่ถ้าเป็นบริเวณที่แห้งแล้ง และไร้พืชพรรณธรรมชาติ บ้านที่สร้างขึ้นอาจจะเจาะเป็นอุโมงค์เข้าไปตามหน้าผา บ้านคนไทยในชนบทสร้างด้วยไม้ ไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยจากหรือหญ้า เป็นต้น
- ยารักษาโรค ตั้งแต่สมัยโบราณมนุษย์รู้จักนำพืชสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรค เช่น คนไทยใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาโรคหวัด หอบ หืด หัวไพล ขมิ้น น้ำผึ้งใช้บำรุงผิว
2. การตั้งถิ่นฐานและการประกอบอาชีพ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยพื้นฐานในการตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพของมนุษย์ เช่น แถบลุ่มแม่น้ำหรือชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชและสัตว์ จะมีประชาชนเข้าไปตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรมประมง เป็นต้น
3. การพัฒนาทางเศรษฐกิจ จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
4. ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การประดิษฐ์เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักร เครื่องผ่อนแรง ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ
5. การรักษาสมดุลธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยในการรักษาสมดุลธรรมชาติ
ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทบทุกคนคงได้รับข่าวภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ พายุถล่ม น้ำท่วม และไฟป่า ฝนแล้ง ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยสนใจธรรมชาติมาก่อนก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดวิตก เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นนอกจากจะมีทุกรูปแบบแล้ว ยังมีความรุนแรงมากกว่าเดิม แถมในหลายภูมิภาคต้องเผชิญหน้ากับความเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนเสนอทฤษฎีต่างๆนานาเพื่ออธิบายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น อาทิเช่น ทฤษฎีโลกร้อนโลกเย็น ทฤษฎีแกนโลกเอียง เป็นต้น ซึ่งทุกทฤษฎีล้วนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า "มนุษย์ได้ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดี เมื่อธรรมชาติเสียความสมดุลก็ย่อมเกิดการทำลายจากธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่เกิดนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเท่านั้น ยังไม่ถึงเวลาของภัยพิบัติธรรมชาติแท้จริงที่คาดว่าน่าจะเลวร้ายกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า"
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็นปรากฏการณ์ที่มนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้นเอง และมีผลกระทบกับมนุษย์ ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่พบเห็นทั่วไป ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า พายุ และเหตุการณ์ที่ไม่พบบ่อยนัก เช่น สุริยุปราคา ฝนดาวตก
สภาพสังคมในปัจจุบัน ที่ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีทำให้มนุษย์เราหลงลืม ละเลย สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงธรรมชาติรอบตัว แต่กลับพยายามหาทางเปลี่ยนแปลง เอาชนะธรรมชาติทุกวิถีทางเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตน การบริโภคและใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือยสร้างความเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วให้เกิดกับธรรมชาติในทุกถิ่นทั่วโลก จนธรรมชาติต้องแสดงพลังแห่งความหายนะที่มนุษยชาติมิอาจลืมเลือนไปได้ตราบชั่วชีวิต ดังเช่นปรากฏการซึนามิ หรือการเกิดแผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินในหลายประเทศทั่วโลกเมื่อเร็วๆนี้ โดยที่ความเจริญทางเทคโนโลยีมิอาจยังยั้งปรากฏการแห่งหายนะลงได้เลยแม้แต่น้อย
การเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ในหลายๆ ด้านแล้ว กล่าวได้ว่าธรรมชาติและมนุษย์มีหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน บางคนมองธรรมชาติว่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่เอามาเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เท่านั้น มนุษย์ตัดต้นไม้เพื่อนำไม้ไปเป็นเชื้อเพลิงหรือนำไปสร้างบ้าน หรือเพื่อนำที่ดินไปทำสวน ปลูกผัก หรือสร้างรถ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปล่อยควันเสีย โดยเฉพาะในเมือง หรือการที่มนุษย์จับปลาอย่างมากมายโดยฆ่าทั้งปลาและทำอันตรายต่อสัตว์อื่นๆ ใต้น้ำ ในขณะที่บางคนเลือกที่จะไม่ทำร้ายธรรมชาติ เพราะพวกเขารู้สึกว่าธรรมชาติมีความจำเป็นต่อพวกเขา พวกเขาจึงพยายามทำสิ่งที่ไม่มีผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนมากมาย ปัญหาธรรมชาติจึงเป็นปัญหาที่ร้ายแรง มีบางคนคิดว่าอนาคตนี้มนุษย์จะไม่ต้องการธรรมชาติ และฉลาดพอที่จะสร้างสิ่งต่างๆ ทดแทนธรรมชาติได้ แต่อันที่จริงแล้ว มนุษย์เองก็เกิดจากธรรมชาติและธรรมชาติก็สร้างมนุษย์ มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่มีสมองอันชาญฉลาด มีความสามารถที่จะปกป้องธรรมชาติจากอันตราย และช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้ หากธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไป มนุษย์อาจจะต้องอยู่อย่างลำบากมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราควรจะดูแลรักษาธรรมชาติ ธรรมชาติสามารถแสดงให้มนุษย์เห็นว่าจะทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างไร และมนุษย์ศึกษาธรรมชาติ เพื่อที่จะเข้าใจและแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
ภัยธรรมชาติ
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมากซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม การเกิดพายุ การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด โลกร้อน ฝนแล้ง เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว
กิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่
1. กิจกรรมทางด้านอุตสหกรรม โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีการนำใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย และก่อให้เกิดมลพิษ ต่อสิ่งแวดล้อม เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีการเปิดหน้าดิน ก่อให้เกิดปัญหาการชะล้าง พังทลายของดิน และปัญหาน้ำทิ้ง จากเหมืองลงสู่แหล่งน้ำ ก่อให้เกิดพลพิษทางน้ำ
2. กิจกรรมทางการเกษตร เช่น มีการใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อเพิ่มผลผลิต ส่งผลให้เกิดอันตราย ต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพอนามัยของมนุษย์ เนื่องจากมีการสะสมสารพิษ ไว้ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดอันตราย ในระยะยาวและเกิดความสูญ ทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากการเจ็บป่วย ของประชาชน และคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่แย่ลง
3. กิจกรรมการบริโภคของมนุษย์ ส่งผลให้ มีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย ขาดการคำนึงถือสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อมตามมา เช่น ปริมาณขยะที่มากขึ้น จากการบริโภคของเรานี้ ที่มากขึ้นซึ่งยากต่อการกำจัด โดยเกิดจาการใช้ทรัพยากร อย่างไม่คุ้มค่า ทำให้ปริมาณทรัพยากรธรรมชาติ ลดน้อยลง เป็นต้น
สาเหตุที่มนุษย์ทำลายสิ่งแวดล้อมมีหลายสาเหตุดังนี้
1. การเพิ่มของประชากร การเพิ่มของประชากรโลก เป็นไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความเจริญ ทางด้านการแพทย์ ช่วยลดอัตราการตาย โดยการเพิ่มประชากรนี้ ก่อให้เกิดการบริโภคทรัพยากรมากขึ้น มีของเสียมากขึ้น
2. พฤติกรรมการบริโภค อันเนื่องมาจาก ต้องการให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีความสุขสบาย มากขึ้น มีการนำใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างสิ้นเปลือง มีขยะและของเสียมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและตัวมนุษย์เอง
3. ความโลภของมนุษย์ โดยนำทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อให้ตนเองมีความร่ำรวย มีความสะดวกสบาย มีความเห็นแก่ตัว ขาดสติยั้งคิด ถึงสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นผลส่งให้เกิดปัญหา สิ่งแวดล้อม ที่มากระทบต่อมนุษย์เองในที่สุด
4. ความไม่รู้ สิ่งที่ทำให้มนุษย์ ขาดการรู้เท่าทัน บนรากฐานแห่งความจริง อย่างลึกซึ้งใน สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ ส่งผลให้มนุษย์ขาดสติในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ มีพฤติกรรมการบริโภค อันเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยขาดการคาดการณ์ ผลที่จะเกิดตามมา จะส่งผลให้เกิดปัญหาสิ่ง แวดล้อม และนำไปสู่ความเสียหาย ทั้งตนเองและธรรมชาติ
ผลกระทบจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ
ปรากฏการณ์ธรรมชาติ คือ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น สภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ทั้งเป็นระบบและไม่เป็นระบบ เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มันส่งผลกระทบต่อเรา ในธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงบางอย่าง มีผลกระทบต่อเรารุนแรงมาก ยกตัวอย่างเรื่องสึนามิ การเกิดแผ่นดินไหวนั้นพยากรณ์ยากมาก เราจัดการสึนามิ โดยเอาระเบิดปรมาณูไปถล่มมันก็ไม่ได้ แต่ของพวกนี้ถ้ารู้ก่อนสิบนาที มีประโยชน์เยอะเลย รู้ก่อนสองชั่วโมง รักษาชีวิตคนได้เป็นหมื่น ดินฟ้าอากาศก็เช่นเดียวกัน ผลจากการวิจัยที่บอกว่าอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นแน่นอนว่าจะส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศที่จะแปรปรวนมากขึ้น เช่นพายุจะเกิดบ่อยขึ้น ภาวะฝนตกทิ้งช่วง ความแห้งแล้งจะเกิด และเมื่อฝนตกจะเกิดภาวะน้ำท่วมและดินถล่มตามมา ภัยธรรมชาติเหล่านี้เกิดแล้ว ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งหากประเทศไม่มีการเตรียมการรับมือ หากเกิดอุบัติภัยจาธรรมชาติซ้ำซาก ทำให้เศรษฐกิจของชาติได้รับผลกระทบซ้ำซากครั้งละหลายหมื่นล้านบาทจนประเทศรับไม่ไหว แล้วเราจะทำอย่างไร
ประเทศไทยจะเป็นอีกประเทศที่ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะผลกระทบในเรื่อระบบนิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ และรวมถึงการสูญพันธุ์ของสัตว์น้ำ และสัตว์ป่า พืชและสถาพป่าไม้ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งหมดยังเป็นการศึกษาในภาพกว้างยังไม่มีการศึกษาลงไปในรายละเอียดแต่ละด้าน ขณะที่ระบบนิเวศของป่าไม้ สัตว์ป่า ก็เปลี่ยนไปจากเดิมซึ่งประเทศไทยในภาคใต้จะเป็นป่าดิบชื้น ในขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นป่าเต็งและป่าเต็งรัง มีการผลัดใบ ซึ่งอนาคตเมื่ออากาศร้อนจะส่งกระทบทำให้ป่าเกิดความแห้งแล้งเพิ่มขึ้นเกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมี อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่จะได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องการสูญพันธุ์ของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่ไม่สามารถอพยพได้เพราะเส้นทางถูกตัดโดยถนน ทำให้ในที่สุดชนิดที่ปรับตัวไม่ได้จะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย ด้านแหล่งน้ำธรรมชาติ จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพของแหล่งน้ำ ภาวะฝนทิ้งช่วงที่ยาวนานขึ้นอาจจะทำให้สภาพแหล่งน้ำเปลี่ยนแปลง คุณภาพน้ำเปลี่ยน และระบบนิเวศวิทยาเปลี่ยน ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำจากการระเหยของน้ำที่เร็วขึ้นทำให้ธาตุอาหารในน้ำเข้มข้นขึ้น และเกิดการตื้นเขิน ส่งผลต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม การสูญเสียความมั่นคงด้านอาหาร เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุด โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมปละเป็นการเกษตรที่ต้องอาศัยน้ำฝน เพราะฉะนั้นเมื่ออุณหภูมิแปรปรวนทำให้ฤดูเกิดฝนเปลี่ยน ทำให้การปลูกพืชจะได้รับความเสียหายทั้งจากภัยแล้งและน้ำท่วมสลับกันไป
ครอบครัวและชุมชน
วิถีชีวิตในชุมชนเป็นสิ่งที่พัฒนามานาน ประกอบด้วยความรัก ความผูกพัน ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นวัฒนธรรม ประเพณีในการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน ถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ถือว่าเป็นเกราะป้องที่สำคัญแก่คนในชุมชนนั้นๆ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเช่นกรณีสึนามิ ใช้เวลาไม่นานแต่ทำลายวิถีชีวิตของชุมชนอย่างรวดเร็ว ผู้คนกระจัดกระจาย แยกตัว สับสน และต่างคนต้องเอาตัวเองให้อยู่รอด วัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชนถูกทำลายสิ้นในพริบตา การพลัดพรากจากคนและของที่รัก ขาดที่อยู่ สูญเสียทรัพย์สิน ตกงาน ขาดรายได้ ฯลฯ ส่งกระทบผลโดยตรงต่อตัวบุคคล ครอบครัวและสังคมอย่างรุนแรงและยาวนาน ทำให้พบการหย่าร้างเพิ่มขึ้น ในบ้านมีความก้าวร้าว คนหงุดหงิด ซึมเศร้า เด็กถูกทำร้าย เด็กขาดเรียน ขาดทรัพยากรทุกรูปแบบ
ภัยพิบัติสามารถส่งผลกระทบต่อความเสียหายทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจน เช่น เสียชีวิต บาดเจ็บ ไร้ที่อยู่ ขาดที่ทำกิน พิการ อุปกรณ์การทำงานสูญหาย กระทบต่อสภาพสังคม วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต รวมทั้งมีผลกระทบต่อจิตใจของผู้ประสบภัย ทำให้เกิดปัญหาต่อจิตใจอย่างรุนแรง หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การก่อการร้าย สงคราม การข่มขืน เป็นต้น
การป้องกันผลจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ
มาจนถึงทุกวันนี้ ถ้าหากเราเฝ้าสังเกตุความเปลี่ยนแปลง จนทราบได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเกิดขึ้น ก็จะสามารถป้องกันและแก้ไขได้อย่างทันท่วงที แต่ถ้าไม่มีใครสังเกตเห็น ก็จะเกิดผลร้ายที่รุนแรงมากขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับทุกคน ซึ่งทุกฝ่ายต้องเรียนรู้และพัฒนาขีดความสามารถในการให้ความช่วยเหลือสำหรับปัญหาภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
การสังเกตธรรมชาติของคนสมัยก่อนนอกจากเป็นไปเพื่อการพยากรณ์ปรากฏการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการสังเกตรู้ถึงความยิ่งใหญ่และพลังเร้นลับอันมหาศาลของธรรมชาติพร้อมจะบันดาลความอุดมสมบูรณ์และความหายนะมาสู่มวลมนุษย์ได้ตลอดเวลา คนในสมัยก่อนจึงได้ปลูกฝังสั่งสอนลูกหลานผ่านพิธีกรรมความเชื่อต่างๆนาๆ เพื่อให้ทุกคนรักษาและเคารพธรรมชาติ และเพื่อให้ความสุขและความอุดมสมบูรณ์อยู่คู่กับการดำเนินชีวิตของตนตลอดไปความรู้ในการสังเกตธรรมชาติของคนสมัยเก่าที่เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลง ของดินฟ้า อากาศ และสามารถพยากรณ์ปรากฏการทางธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ จึงกลายเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่คนอีสานใช้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพด้านการเกษตร มีการสืบทอดองค์ความรู้ดังกล่าวส่งผ่านลูกหลานมาเป็นเวลาช้านาน
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมและได้รับประโยชน์สูงสุด ควรคำนึงถึงหลักต่อไปนี้
1. การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นควบคู่กันไป เพราะทรัพยากรธรรมชาติต่างก็มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอย่างแยกไม่ได้
2. การวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และคุณภาพชีวิตอย่างกลมกลืน ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศควบคู่กันไป
3. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งประชาชนในเมือง ในชนบท และผู้บริหาร ทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา โดนเริ่มต้นที่ตนเองและท้องถิ่นของตน ร่วมมือกันทั้งภายในประเทศและทั้งโลก
4. ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์และความปลอดภัยของทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นการทำลายมรดกและอนาคตของชาติด้วย
5. ประเทศมหาอำนาจที่เจริญทางด้านอุตสาหกรรม มีความต้องการทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศของตน ดังนั้นประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายจึงต้องช่วยกันป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ
6. มนุษย์สามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้ แต่การจัดการนั้นไม่ควรมุ่งเพียงเพื่อการอยู่ดีกินดีเท่านั้น ต้องคำนึงถึงผลดีทางด้านจิตใจด้วย
7. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งนั้น จำเป็นต้องมีความรู้ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่จะให้ประโยชน์แก่มนุษย์ทุกแง่ทุกมุม ทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยคำนึงถึงการสูญเปล่าอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วย
8. รักษาทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นและหายากด้วยความระมัดระวัง พร้อมทั้งประโยชน์และการทำให้อยู่ในสภาพที่เพิ่มทั้งทางด้านกายภาพและเศรษฐกิจเท่าที่ทำได้ รวมทั้งจะต้องตระหนักเสมอว่า การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากเกินไปจะไม่เป็นการปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
9. ต้องรักษาทรัพยากรที่ทดแทนได้ โดยให้มีอัตราการผลิตเท่ากับอัตราการใช้หรืออัตราการเกิดเท่ากับอัตราการตายเป้นอย่างน้อย
10. หาทาวปรับปรุงวิธีการใหม่ ๆ ในการผลิต และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งพยายามค้นคว้าสิ่งใหม่มาใช้ทดแทน
11. ให้การศึกาาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
วิธีการในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินั้นดังนี้
1. การถนอม เป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติทั้งปริมาณและคุณภาพให้มีอยู่นานที่สุดโดยพยายามใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกจับปลาที่มีขนาดโตมาใช้ในการบริโภค ไม่จับปลาที่มีขนาดเล็กเกินไป เพื่อให้ปลาเหล่านั้นได้มีโอกาสโตขึ้นมาแทนปลาที่ถูกจับไปบริโภคแล้ว
2. การบูรณะซ่อมแซม เป็นการบุรณะซ่อมแวมทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดความเสียหายให้มีสภาพเหมือนเดิมหรือเกือบเท่าเดิม บางครั้งอาจเรียกว่าพัฒนาก้ได้ เช่น ป่าไม้ถูกทำลายหมดไป ควรมีการปลูกป่าขึ้นมาทดแทน จะทำให้มีพื้นที่บริเวณนั้นกลับคืนเป็นป่าไม้อีกครั้งหนึ่ง
3. การปรับปรุงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการนำแร่โลหะประเภทต่าง ๆ มาถลุงแล้วนำไปสร้างเครื่องจักรกล เครื่องยนต์ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะให้ประโยชน์แก่มนุยษ์เรามากยิ่งขึ้น
4. การนำมาใช้ใหม่ เป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่ เช่น เศษเหล็ก สามารถนำกลับมาหลอม แล้วแปรสภาพสำหรับการใช้ประโยชน์ใหม่ได้
5. การใช้สิ่งอื่นทดแทน เป็นการนำเอาทรัพยากรอย่างอื่นที่มีมากกว่า หรือหาง่ายกว่า มาใช้ทดแทนทรัพยากรธรรมชาติที่หายากหรือกำลังขาดแคลน เช่น นำพลาสติกมาใช้แทนโลหะในบางส่วนของเครื่องจักรหรือยานพาหนะ
6. การสำรวจหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มเติม เพื่อเตรียมไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น การสำรวจแหล่งน้ำมันในอ่าวไทย ทำให้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว อีกทั้งช่วยลดปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่าง
7. การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นมาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ชนิดอื่น ๆ ที่นิยมใช้กัน ของเทียมที่ผลิตขึ้นมา เช่น ยางเทียม ผ้าเทียม และผ้าไหมเทียม เป็นต้น
8. การเผยแพร่ความรู้ เป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่ และรัฐควรมีบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการวางแผนจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม
9. การจัดตั้งสมาคม เป็นการจัดตั้งสมาคมหรือชมรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
หลักการและมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม
มาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมมีอยู่ด้วยกันหลายระดับในที่นี้จะกล่าว 3 ระดับด้วยกัน คือ
มาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ
มาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับประเทศเป็นข้อเสนอแนะโดยทั่วไป และมีมาตรการบางอย่างที่ ใช้อยู่
ในประเทศไทย
1. ด้านประชากร
1) ชะลอการเพิ่มจำนวนประชากร รวมทั้งมีมาตรการรักษาระดับการเพิ่มของประชากรให้คงที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
2) รัฐจะต้องนำปัจจัยด้านประชากรเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
3) รัฐต้องพยายามหยุดยั้งหรือลดการขยายตัวของเมือง โดยพยายามพัฒนาเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กแทน เป็นการป้องกันการอพยพย้ายถิ่นของประชากรในเขตชนบท
4) รัฐพึงจัดหาที่ตั้งถิ่นฐานให้แก่ประชากร เพื่อลดการรุกล้ำทรัพยากรธรรมชาติ
2. ด้านสิ่งแวดล้อม
1) รัฐต้องดูแลป้องกันมิให้มีการตัดไม้ทำลายป่า ไม่ว่าจะเป็นป่าเขตร้อน หรือป่าชายเลน
2) พยายามรื้อฟื้นป่าให้มีความสมบูรณ์และฟื้นฟูสภาพนิเวศวิทยา
3) เร่งให้มีการดูแลบำรุงรักษาป่าต้นน้ำลำธาร
4) หามาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อลดการใช้สารเคมีที่ก่อให้เกิดความเป็นกรดในดินหรือในอากาศ รวมทั้งควบคุมพื้นที่การใช้ให้น้อยลง
5) ส่งเสริมให้มีการพัฒนากระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมที่มีความปลอดภัยตอชีวิตมนุษย์ และลดภาวะอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
6) ทำนุบำรุงรักษาศิลปะ โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ให้อยู่ในสภาพดี
7) พยายามหยุดยั้งการขยายตัวของพื้นที่ที่กำลังจะกลายเป็นทะเลยทราย และฟื้นฟูสภาพดินให้ดีดังเดิมโดยการปลูกต้นไม้
3. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน
1) รัฐต้องมีมาตรการและนโยบายที่จะช่วยให้ประชากรลดความอดอยาก โดยส่งเสริมระบบเกษตรกรรมให้ประชากรในชนบทสามารถเลี้ยงตนเองได้
2) เร่งค้นคว้าหาทรัพยากรหรือพลังงานอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้ทดแทนพลังงานน้ำมันที่กำลังจะหมดไป
3) จัดวางระบบและแนวทางการบริโภคของประชากรในรูปแบบที่จะช่วยไม่ให้เกิดการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมากเกินไป
4) รัฐต้องหามาตรการป้องกันพันธุ์ไม้และสัตว์ป่ามิให้ถูกทำลาย เพื่อลดการสูญเสียพันธุ์พืชและสัตว์เป็นการช่วยรักษาสมดุลทางธรรมชาติไว้
4. ด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
1) ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รัฐต้องวางเป้าหมายที่จะสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชาชนในชาติ โดยคำนึงถึงการรักษาดุลยภาพระหว่างประชากรกับสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ
2) ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รัฐจำเป็นต้องดูแลมิให้นำเอาทรัพยากรธรรมชาติไปใช้จนหมดสิ้น จนไม่มีเหลือเก็บไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน
3) รัฐต้องสร้างมาตรการที่กระตุ้นให้ชุมชนและบุคคลในชาติทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการตัดสินใจหรือจัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว และกระตุ้นให้เกิดความสำนึกรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสภาพแวดล้อม
4) ในระดับนานาประเทศ รัฐพึงให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาหาวิธีการผลิตทางอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และพืช
ดินขาดป่า ฟ้าขาดฝน คนขาดใจ