วิทยาลัยชุมชน สถาบันการศึกษาของชุมชน เป็นการเปิดโอกาสทั้งการเข้าเรียน และการจัดการศึกษา โดยชุมชนเป็นเจ้าของ บนพื้นฐานของการสนองตอบความต้องการและการแก้ไขปัญหาของชุมชนเอง เป็นนวัตกรรมทางการศึกษา ที่ถูกนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย เพื่ออุดช่องว่างของการจัดการศึกษาของประเทศ ที่กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าของการศึกษาตลอกมา คนอื่นจัดการศึกษาไม่ได้ หรือได้ไม่ดีเท่าที่ผู้คนทางสายการศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ (แต่มีนักการศึกษาไม่น้อย ที่มาจากสาขาอื่นๆ)

จากบทความข้างต้น มีหลายครั้งที่กล่าวถึงว่า พ.ร.บ. จะนำไปสู่ความคล่องตัว เข้มแข็ง คิดว่า อาจเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึง และไม่ได้ถูกกำหนดไว้คือ ความเข้มแข็งและความคล่องตัวของวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดห่างไกล จังหวัดที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษา มีบริบทของตนเอง ที่แตกต่างกัน เป้าหมายการพัฒนาที่มีความหลากหลาย ถูกกำหนดด้วยศักยภาพและปัจจัยเอื้อต่างๆที่มีอยู่ในจังหวัดนั้นๆ แต่ละจังหวัดมีทิศทางของตนเอง ดังนั้น การพัฒนาในทุกๆด้าน ส่วนกลาง ไม่มีข้อมูลและความเข้าใจเพียงพอต่อการตัดสินใจใดๆที่จะมีผลต่อการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนในระดับจังหวัด 

หากเป็นดังกล่่าว ไม่มั่นใจว่า วิทยาลัยชุมชน จะสามารถตอบสนองความต้องการหรือแก้ไขปัญหาของชุมชนของตนเองได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็วได้อย่างไร เพราะอำนาจการตัดสินใจ ทั้งสภาสถาบัน/สภาวิชาการ อยู่ในส่วนกลางทั้งนั้น เห็นว่า การร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มิได้ร่างบนพื้นฐานของการเอาวิทยาลัยชุมชนในระดับจังหวัดเป็นตัวตั้ง ซึ่งคิดว่า เมื่อมี พ.ร.บ.แล้วจะไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะต้องอาศัยการตัดสินใจเพื่อแก้ไขและสนองตอบความต้องการของชุมชน โดยอำนาจการตัดสินใจของส่วนกลาง ทั้งการอนุมัติหลักสูตร งบประมาณ หรือประเด็นอื่นๆ ที่ส่วนกลาง เห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นหรือระดับวิทยาลัยชุมชนในจังหวัด ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการได้(ด้วยความไม่ไว้วางใจ และคิดว่า คนในส่วนกลางมีองค์ความรู้และเข้าใจปัญหามากกว่า ....ซึ่งไม่จริง) 

น่าเสียดายที่ พ.ร.บ. ที่เกิดขึ้น มิได้เกิดขึ้นจากแรงจูงใจ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย ที่ทำงานอยู่กับวิทยาลัยชุมชนแต่อย่างใด บุคลากรภายใน ไม่ทราบความเป็นไปเป็นมา รายละเอียดของ พ.ร.บ. ว่ามีลักษณะอย่างไร จนกระทั่งบัดนี้ ทั้งผู้บริหารในระดับวิทยาลัยชุมชน กรรมการสภาของแต่ละแห่ง ข้าราชการครู ไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองแต่อย่างใด ทำให้ พ.ร.บ. ขาดกำลังผลักดันจากวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งโดยสิ้นเชิง กลับกลาย เป็นการมัดมือชกที่บุคลากรภายในต้องจำยอม เมื่อ พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาของสภาฯ

หากจะทำให้วิทยาลัยชุมชน ก้าวหน้า และเข้มแข็ง ต้องวางใจและไว้ใจคนบ้านนอก คนท้องถิ่นในการบริหารจัดการวิทยาลัยชุมชนโดยตัวเขาเอง โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นพีเลี้ยง มิใช่การควบคุม เพราะคนท้องถิ่น เขารักบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง หากเห็นคนในจังหวัดของตนเองมีความรู้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากเห็นวิทยาลัยชุมชนของเขาเจริญก้าวหน้า เป็นกลไกในการพัฒนาจังหวัดในทุกๆด้าน ซึ่งสามารถทำได้ เพราะเขาเข้าใจ รู้ปัญหา รู้ความต้องการของเขาเอง อย่างชัดเจนที่สุด และหาก พ.ร.บ. เปิดโอกาสเช่นนี้ คิดว่า ความคล่องตัว ความเข้มแข็ง และความรู้สึกเป็นเจ้าของจะเกิดขึ้นกับ "วิทยาัลัยชุมชน" อย่างแน่นอน