ก่อนอื่นต้องขออภัยและออกตัวนิดหนึ่งว่าไม่ได้เห็นขัดแย้งหรือจงใจเพราะจะเห็นว่าผมมาตอบทุกกระทู้ และเป็นการตอบโดยไม่มีอคติ แต่จะเป็นการเติมเต็ม และไม่ได้อวดว่าตนเองรู้ เพียงแต่อ่านมากและหาโอกาสปฏิบัติอยู่เนือง ๆ แต่อย่างไรก็ยังต้องศึกษาอยู่
และเห็นด้วยหลายประการ ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ แต่จะขอเพิ่มเติมเพื่อเป็นการเสริมในเรื่อง
ธัมมะ คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ตามคำที่ว่า
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
ธรรมะ (ผมใช้แบบสันสกฤตนะครับ เพราะไม่ถนัดแบบบาลี) คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เห็นด้วยทุกประการ และคำแปลของบทสวดที่ว่า พระธรรมเปนสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัวไว้ดีแล้ว ก็จริงทุกประการ แต่ที่จะเสนอไว้ตรงนี้คือ เป็นเพียงความหมายหนึ่งเท่านั้น แต่สำหรับชาวพุทธแล้วผมอยากให้ศึกษาให้เป็นทั้งเชิงลึก และเชิงกว้าง
กล่าวคือ ศาสนาพุทธ เป็นวิภัชวาท (สอนให้แยกแยะ) ไม่ใช่เอกังสวาท (เหตุเดียวผลเดียว) เพราะทุกสิ่งในโลกล้วนมีเหตุปัจจัยให้เกื้อหนุนกัน ไม่มีอะไรเป็นเหตุเดียวผลเดียว มีแต่ 1 เหตุหลายผล 1 ผลหลายเหตุ เสมอ แต่บางครั้งเรามักจะไม่รู้เหตุหรือผลด้านอื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง
อย่างเช่น มนุษย์เราคิดว่าชนะธรรมชาติได้ เข้าใจธรรมชาติมาก สามารถแก้ไขธรรมชาติมาก จนก้าวไปถึงการตัดต่อพันธุกรรม แต่ในที่สุดก็ไม่ใช่จะชนะธรรมชาติและสามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมด ทุกวันนี้เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าการตัดต่อพันธุกรรมยังไม่เป็นที่ปลอดภัย เพราะยังมีภัยที่แอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ นี่แหละครับธรรมชาติ
จึงอยากให้แปลความหมายของธรรมะให้ครบทุกด้าน
- ธรรมะ คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
- ธรรมะ คือ ตัวธรรมชาติ
- ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ
- ธรรมะ คือ หน้าที่
- ธรรมะ คือ ผลของหน้าที่
แล้วธรรมะที่แท้จริงคืออะไร? ตอบ ธรรมะคือสภาวะ สิ่ง หรือปรากฎการณ์ นั่นเอง
ลองดูธรรมะตามแนวของพุทธองค์ว่ามีอะไรบ้าง
ธรรมะมีสองคือ รูปธรรม อรูปธรรม (นี้ก็เป็นสภาวะ สิ่ง หรือปรากฎการณ์)
รูปธรรม หมายถึง รูปขันธ์ทั้งหมด
อรูปธรรม หมายถึง สิ่งที่ไม่มีรูปอันได้แก่ นาม 4 นิพพาน 1
ธรรมะมีสองคือ โลกียธรรม และโลกุตระธรรม (นี้ก็เป็นสภาวะ สิ่ง หรือปรากฎการณ์)
โลกียธรรม คือ ธรรมอันเป็นวิสัยของโลก
โลกุตระธรรม คือ ธรรมอันเป็นสภาะพ้นโลก
ธรรมะมีสองคือ สังขตธรรม และอสังขตธรรม (นี้ก็เป็นสภาวะ สิ่ง หรือปรากฎการณ์)
สังขตธรรม คือ สิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง (ขั้นธ์ 5 ทั้งหมด)
อสังขตธรรม คือ สิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (นิพพาน)
ธรรมะมีสองคือ อุปาทินนธรรม และอนุปาทินนธรรม (นี้ก็เป็นสภาวะ สิ่ง หรือปรากฎการณ์)
อุปาทินนธรรม คือ สิ่งที่ถูกยึดครอง
อนุปาทินนธรรม คือ สิ่งที่ไม่ถูกยึดครอง
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้คือสภาวะทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาน้อมนำสู่การปฏิบัติ เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงแต่สอนอย่างเดียว เพราะแค่มีการพูดและมีการฟังแล้วผ่านเลยก็ไม่เกิดผล
พระพุทธองค์เป็นเพียงผู้ชี้แนวทาง และไม่เกิดผลหากผู้ที่รับฟังไม่นำไปปฏิบัติ ดังนั้นพระองค์จึงเป็นแบบอย่างของผู้นำอย่างแท้จริง ที่หาใดเปรียบมิได้ เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้วนำวิธีการข้อมูลบอกแก่ผู้อื่น และผู้อื่นก็สนใจที่ศึกษาและพร้อมใจปฏิบัติตามโดยไม่ได้ถูกบังคับ
และข้อความที่ว่า
ถ้าเราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ จะทำให้กิเลสเข้าครอบงำได้ง่าย
นั้นถ้าพิจารณาโดยตรรกะแล้วจะพบว่า ถ้าปล่อยเป็นไปตามธรรมชาติแล้วกิเลสจะเกิดหรือไม่ก็ได้ ขออธิบายเพิ่มเติมแนวทางการเกิดกิเลสก่อนว่าเกิดได้อย่างไร
กิเลส อันหมายถึง เครื่องทำให้เศร้าหมอง โดยเบื้องต้นคนเราเกิดมาแล้วจะมีอนุสัย หมายถึงกิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน โดยละเอียดจะมี 7 อย่าง คือ กามราคะ ปฏิฆ ทิฎฐิ วิจิกิจฉา มานะ ภวราคะ อวิชา
ทั้ง 7 อย่างกล่าวโดยย่อเป็น 3 อย่างคือ โลภ โทสะ โมหะ กิเลสเหล่านี้จะนอนเนื่องอยู่ในสันดาน แม้แต่เด็กเกิดใหม่ก็มีอนุสัยนอนเนื่องในสันดานแต่กำเนิด เมื่อโตขึ้นจิตมีการปรุงแต่งทำให้กิเลสที่เป็นอนุสัยนี้เริ่มจะลอยขึ้นมาให้เห็นอุปมาเหมือนดั่งการกวนน้ำให้ขุ่นย่อมมองเห็นตะกอนที่นอนก้นที่นิ่งมานาน
สำหรับผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หรือพุทธะ นั้นท่านได้ละทิ้งสิ่งที่ปรุงแต่ง และสามารถควบคุมกิเลสเหล่านี้ได้ ด้วยการตัดการปรุงแต่ง ที่เรียกว่าละกิเลสได้ เพียงแค่นี้ก็เรียกว่าบรรลุธรรม แต่สิ่งที่ยากคือการละ โลภะ (อยากได้อยากมีอยากเป็น) โทสะ (ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) โมหะ (ไม่รู้ว่าสิ่งไหนผิดหรือถูก) นี่แหละ
จากความหมายของกิเลสแล้วมันจึงเป็นธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดโดยเราไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่จิตของเราปรุงแต่งให้มันมีอำนาจขึ้นมาจนแผดเผาใจเราให้หมองไหม้ได้
สุดท้ายเรื่องของภิกษุสงฆ์ในบ้านเรายังไม่ละทิ้งลาภ ยศ สรรเสริญ ปลุกเสก เลข ยันต์ ต่าง ๆ นั้นก็ถือว่าเป็นโลกะวัชชะ โลกตำหนิติเตียนได้ ก็เนื่องจากกิเลสนี่แหละ ไม่กี่วันนี้ก็มีให้เห็นเกี่ยวกับจักขุธาตุ ซึ่งมองยังไงก็ลวงโลก สุดท้ายก็ถูกขับออกจากวัด อันนี้จะได้กล่าวกันต่อไป...
และขอออกตัวอีกครั้งว่าไม่ได้คิดไม่ได้เขียนด้วยอวิชชาตามอำนาจกิเลสฝ่าย มานะ คือการถือตัวว่าเก่ง ว่ารู้ แต่ปรารถนาในการเสริมเพิ่มการเรียนรู้ การศึกษาพุทธศาสนา และธรรมะอย่างเข้าใจเพื่อนำสู่การปฏิบัติให้มากขึ้น จึงขอขอบคุณคุณวิโรจน์อีกครั้งหนึ่งครับ...