เรียนท่านอ.จีระ หงส์ลดารมภ์

 ก่อนอื่นหนูต้องขอขอบพระคุณท่าน อ.จีระ เป็นอย่างสูงค่ะ ที่กรุณาเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสนำหัวข้อดุษฏีนิพนธ์ที่ตัวเองสนใจมานำเสนอ ถือเป็นความกรุณาอย่างสูงค่ะที่ ท่านอ.จีระ จะคอยให้นำแนะนำต่างๆ เพื่อให้หนูได้มีทิศทางในการสร้างดุษฏีนิพนธ์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์อีกทั้งเป็นเรื่องที่หนูชื่นชอบออกมาเป็นผลงานที่ดีได้ค่ะ

ทั้งนี้หัวข้อดุษฏีนิพนธ์ที่หนูอยากจะทำจริงๆ แล้ว เริ่มต้นเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมไทยค่ะ

เรื่องที่ 1 คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กของไทย เปรียบเทียบกับศิลปะการแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนาม ซึ่งประเด็นที่หนูมองในครั้งแรก คือ ทำไมนักท่องเที่ยวเมื่อเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศเวียดนามถึงต้องไปดูการแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนามทุกครั้ง หากไม่ไปดูจะเหมือนว่ายังไปไม่ถึงเวียดนาม แต่ทำไมเมื่อนักท่องเที่ยวมาที่ประเทศไทย เราไม่สามารถทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกอยากดูการแสดงหุ่นละครเล็กของไทยบ้าง เราต้องใช้นวัตกรรมการสื่อสารในแง่ใดจึงจะสามารถทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่า เมื่อมาประเทศไทยแล้วจะต้องดูการแสดงหุ่นละครเล็กไม่เช่นนั้นจะเหมือนมาไม่ถึงประเทศไทยค่ะ

เรื่องที่ 2 คือ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและการรับสารโดยตรงเลยค่ะ ซึ่งหัวข้อวิจัยนี้ ต้องขอขอบพระคุณ ท่านอ.ดร.ละเอียด ศิลาน้อย ด้วยค่ะที่ได้ให้คำแนะนำดีๆ ในหัวข้อการวิจัยนี้ และเมื่อหนูศึกษาหัวข้อวิจัยนี้มากขึ้นๆ ทำให้หนูรู้สึกว่า หนูมีใจเอนเอียงที่อยากจะทำเรื่องนี้มากค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่หนูรู้สึกว่าตัวหนูเอง ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงานชิ้นนี้อย่างจริงจัง แต่หนูกลับได้ประโยชน์จากแนวคิดการวิจัยนี้มาก

โดยหัวข้อการวิจัยนี้ จะนำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้สอนชาวกาลามะ แห่งหมู่บ้านเกสปุตติยนิคม มาทำการย้อนศรเมื่อศึกษาวิจัย ซึ่งหัวข้อวิจัยนี้จะให้ชื่อว่า "นวัตกรรมการสื่อสาร ว่าด้วยการประยุกต์เกสปุตตสูตรแห่งพระสุตันตะปิฎกเพื่อการสื่อสารที่มีประสิทธิผล"

เมื่อดูแบบนี้แล้วอาจจะดูว่าน่าสับสน แต่จริงๆ แล้ว เป็นการศึกษาถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงสอนชาวกาลามะว่า "อย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่ายๆ ควรไตร่ตรองด้วยความคิดพิจารณาและปัญญาของตนให้มากๆ และจำเป็นต้องพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณหรือโทษ ดีหรือไม่ดี ก่อนที่จะปักใจเชื่อ" โดยสิ่งที่พระอง์ได้เตือนนั้นมีทั้งหมด 10 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 

1.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา

 2.อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา

 3.อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ

 4.อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา

5.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา

6.อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา

7.อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล

8.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฏีของตน

9.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้

10.อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

เพราะปัจจุบัน สารเต็มตลาด เทคโนโลยีเจริญรุ่งเรือง ทำให้สามารถส่งสารได้ง่าย ผู้รับสารกลายเป็นผู้ส่งสารได้ง่ายเช่นกัน เมื่อสารเยอะสับสน จะทำอย่างไรให้เราส่งสารได้อย่างมีประสิทธิผลตามที่ต้องการ

การสื่อสารที่มีประสิทธิผล คือ การสื่อสารที่สามารถสื่อ “สาร” ได้ตรงตามความหมายของสารที่สื่อออกไปอย่างถูกต้อง และสามารถสื่อ “สาร” ได้ผลลัพธ์ถูกต้องตรงตามจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสาร และสามารถสื่อ “สาร” ได้อย่างรวดเร็วและได้รับผล อย่างยั่งยืน ฯลฯ

การวิจัยในครั้งนี้จะมุ่งศึกษารูปแบบของการสื่อสารที่จะทำให้เราสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล

ในการค้นคว้าหรือแสวงหานวัตกรรมการสื่อสารนั้น ได้มีการค้นคว้ากันอย่างหลากหลาย เป็นสหวิทยาการ แต่ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นถูกมองข้ามไป เพราะเข้าใจว่ามีแต่เรื่องของพระธรรมคำสอนให้พ้นทุกข์ แต่ความจริงคำสอนของพระพุทธองค์ มีความหลากหลายทั้งในด้านของศีลธรรม จริยธรรม วิธีการทำงาน ซึ่งในด้านการสื่อสารนั้น มีคำสอนที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจอยู่ในพระสูตรหลายพระสูตร เช่นในพระสูตรที่ชื่อ...............ได้ตรัสถึงการพูดสอนของพระพุทธองค์ว่าจะพูดเมื่อจริง มีประโยชน์ ถูกบุคคล ถูกเวลา และพูดด้วยถ้อยคำไพเราะน่าฟัง

แต่ในการสื่อสารให้มีประสิทธิผลคือ ให้ผู้รับสารเชื่อและปฏิบัติตามที่ได้ส่งสารนั้น (ซึ่งหนูจะศึกษาแค่ประเด็นนี้ประเด็นเดียวค่ะ!) ก็ไม่ได้มีการตรัสสอนไว้โดยตรงว่าต้องสอนอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ แต่ปรากฏว่าได้มีการตรัสสอนให้ระมัดระวังในการรับ “สาร” ไว้ในเกสปุตตสูตร แห่งพระสุตตันตะปิฎก ว่าในการรับสารนั้นจะต้องระมัดระวังอย่างไร

ซึ่งหนูสนใจศึกษาว่า จากมุมมองที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนให้ระมัดระวังการรับสาร(ก่อนที่จะเชื่อ) ณ จุดใดหรือเรื่องใด ก็แสดงว่า ณ จุดนั้นหรือเรื่องนั้น เป็นจุด หรือเรื่อง ที่การส่งสารน่าจะมีผล หรือมีประสิทธิผล และทรงตรัสให้ระมัดระวังว่า สารจะเป็นข้อเท็จ จึงน่าจะได้มีการวิเคราะห์ในมุมกลับ (Reversal) หรือย้อนศร หรืออธิบายย้อนกลับทางแห่งพระสูตรนั้น

เช่น ทรงตรัสสอนให้ระมัดระวังการเชื่อเพราะมีปรากฎอยู่ในตำราเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ อย่าได้รีบเชื่อเพียงเพราะมีอ้างอยู่ในตำรา ก็แสดงว่าผู้คนทั้งหลายจะเชื่อตำรา คือ เชื่อว่าจะต้องเป็นไปตามตำราที่ได้กล่าวไว้ หรือได้นิยามไว้ และ พระพุทธองค์ก็ให้ระมัดระวัง อย่าด่วนเชื่อเพราะเหตุที่ได้มีกล่าวไว้ในตำราดังกล่าวนั้น เหตุนี้เราจึงพิจารณาย้อนกลับ (Reversal) ได้ว่าควรจะนำเสนอสารในรูปของตำรา ซึ่งจะทำให้การส่งสารของเราได้รับผลตามต้องการและรวดเร็ว คือ ผู้รับสารเชื่อตาม ได้โดยง่ายและรวดเร็ว ดังนี้เป็นต้น อันเป็นแนวทางวิเคราะห์เชิงปฏิภาค (Content Analysis in Reversal Aspect) ซึ่งคำสอนที่ตรัสให้ระมัดระวังอย่าด่วนเชื่อเพราะเหตุต่าง ๆ นานาเหล่านี้ ได้มีบัญญัติไว้แล้วรวม 10 ประการในเกสปุตตสูตรซึ่งหนูจะได้นำมาศึกษาในครั้งนี้นั่นเอง

ทั้งนี้จะได้ตรวจสอบเทียบเคียงกับทฤษฎีบทด้านการสื่อสาร (Communication Theory) ด้านการศึกษา (Educational Theory) ด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ (Psychology of Learning) และอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในอิทธิพลหรือ ผล (Result) ของวิถีแห่งนวัตกรรมการสื่อสาร (Innovation Communication) ด้วยนั่นเอง

และที่สำคัญที่สุดคือ หนูจะวิเคราะห์และนำเสนอรูปแบบ (Model) การสื่อสารในรูปแบบใหม่ที่เป็นนวัตกรรมการสื่อสาร อันประยุกต์ย้อนกลับทางแห่งจากเกสะปุตตสูตร ดังกล่าวนี้ และให้ผู้ที่สนใจสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิผลต่อไป

 

เรื่องที่หนูอยากจะศึกษาก็จะเป็นประมาณนี้ค่ะ หนูขอความกรุณาท่านอ.จีระ ช่วยให้คำแนะนำด้วยค่ะ

สุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ หนูต้องขอบคุณพี่เอ้และพี่นะด้วยนะคะ ที่คอยเป็นกำลังใจและสนับสนุนการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเรียนนอกสถานที่ การให้คำแนะนำต่างๆ และที่สำคัญช่วยให้การเปิดบล๊อคหัวข้อการทำดุษฏีนิพนธ์นี้เป็นจริงค่ะ ต้องขอบคุณจริงๆ ค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

ฟ้าประธาน รัตนธาดา

 

 

(ปล. ถ้าหนูมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีคำถาม หนูจะมาโพสต์ไว้อีกนะคะ)