ความเห็น 238

E-learning เพื่อขยายการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพคนไทย

morning_glory
IP: xxx.151.216.4
เขียนเมื่อ 
เห็นด้วยกับ อาจารย์ในทั้ง 4 ข้อครับ

เพื่อเป็นการร่วมคิด ผมขอลองวิเคราะห์ว่า ปัจจุบันคนส่วนมาก
มีสมมติฐาน มีมุมมองเกี่ยวกับ E-learning ที่อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อน
อย่างไรบ้าง และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  โดยขอไล่เรียงข้อไปตาม
ลำดับ 4 ข้อ ของ อาจารย์ครับ

1. Technology และฝ่ายผู้ผลิต ควรเป็นตัวกำหนดแนวทางการ
พัฒนา E-learning


ความคิดนี้ เกิดมาจากพัฒนาการของเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ที่ในปัจจุบันโดนผลักดันด้วยความเปลี่ยนแปลงของ technology
คนจึงเคยชินกับการคิดว่า  ถ้ามี technology ใหม่ๆ แบบนี้แล้ว
จะทำอะไรได้บ้าง  จะสร้างประโยชน์ยังไงได้บ้าง  ผู้สร้าง technology
จึงมักเป็นผู้กำหนดอนาคต โดยอาจทำ market research บ้าง
ว่าผู้ใช้ชอบอะไร  อะไรจะขายได้บ้าง  ก็จะผลิตตรงนั้น  หรือถ้ารัฐเป็น
ตัวผลักดันเอง ก็มักเอาความมหัศจรรย์ของเทคโนโลยี เป็นตัวตั้ง
คิดเฉพาะว่า จะเอา e-commerce หรือ data-mining ไปเปลี่ยนแปลง
สิ่งเดิมๆ ให้ดีขึ้นได้อย่างไร  โดยไม่ได้เข้าใจบริบทของปัญหาที่แท้จริง

ข้อเสียของวิธีคิดแบบนี้ ที่ชัดเจนคือ  ถ้าฝ่ายผู้ผลิตภาคธุรกิจเป็นตัว
ผลักดัน  ก็จะตอบสนองแต่ผู้มีกำลังซื้อ ไม่กี่ % ของประชากรเท่านั้น
แต่ตอบสนองแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ทางการเงินกลับมาเท่านั้น
ในขณะที่คนจำนวนมาก ที่ขาดกำลังซื้อ ก็จะอดใช้ หรือ เรื่องที่ดีงาม
เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อย่างการสร้างศีลธรรม คุณธรรม ก็จะถูกละเลย
ส่วนกรณีที่ภาครัฐเป็นผู้ผลัก โดยเน้นเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง ก็จะไม่เกิด
ผลสำเร็จจริงเท่าที่ควร  เพราะเข้ากันไม่ได้กับวิถีชีวิต และวัฒนธรรมเดิม
คำแนะนำของอาจารย์ เรื่องการเอาชาวบ้านจริงๆ มาร่วมคิดด้วย จึงเป็น
เรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

2. ความรู้อยู่ในกระดาษ อยู่ในตำรา อยู่ในซีดีรอม

ความคิดนี้ เกิดมาจากอารยธรรมของมนุษย์ ในช่วยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ
ที่มีการค้นพบการพิมพ์ ทำให้สามารถผลิตหนังสือออกมาได้จำนวนมาก
พอมาถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โรงเรียนก็แปลงสภาพเป็นโรงงานผลิต
"ผู้มีความรู้" ซึ่งสอบผ่านกระบวนการ "ท่องจำ" ความรู้ในตำราเรียน
ถ้าจำไว้ได้พอ (รวมทั้งเข้าใจพอสมควร) ก็จะสอบผ่าน  คนทุกคนที่ผ่าน
ระบบการศึกษาแบบนี้ จึงคุ้นชินกับสมการว่า "ความรู้ = ตำรา"  ทั้งๆ ที่
ความจริงแล้ว ความรู้ที่สำคัญจริงๆ คือความรู้ที่ปฏิบัติได้ (action knowledge)
คือรู้แล้ว ประกอบอาชีพได้  สร้างประโยชน์สร้างคุณค่าได้  ซึ่งจำนวนมาก
นั้นไม่ได้อยู่ในตำราเลย  แต่ต้องเรียนเองในโรงเรียนชีวิต

ก่อนสมัยที่หนังสือจะแพร่หลาย การเรียนรู้ก็เป็นแบบปากต่อปาก เป็นหลัก
เป็นศิษย์ก็ต้องไปฝากตัวกับอาจารย์ที่ตักศิลา  การสอนแบบนี้จำกัดที่ทำได้
ทีละน้อยๆ  ไม่สามารถทำเยอะๆ แบบโรงงานได้  แต่ก็มีข้อดีที่สอดคล้อง
กับธรรมชาติของการเรียนรู้ ที่เป็นการเลียนแบบเพื่อทดลองทำความเข้าใจ
(social learning theory)  มาถึงยุคปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีขึ้น
ก็จะทำให้การเรียนรู้จากคนสู่คน กลับมาเป็นรูปแบบหลักอีกครั้ง  เพราะ IT
ช่วยลดข้อจำกัดแบบเดิม  ดังนั้นผมจึงเห็นว่าไม่ควรเน้นความรู้ในกระดาษ
ในสื่อ แม้กระทั่ง CDRom มากเกินไป  เพราะมันขาดความเป็นมนุษย์
แต่ควรใช้สื่อเหล่านั้น มาเสริมการเรียนรู้จากคนสู่คน  และเชื่อมโยงคนให้
รู้จักกัน พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น  สิ่งนี้จะพบได้ใน Technology กลุ่ม
ที่เรียกกันว่า Social Software เช่น blog, wiki, และ social networking

3. ระบบ E-learning ในอนาคต ดูได้จากระบบในอดีตอย่างห้องสมุด

ความคิดเช่นนี้ วางอยู่บนฐานคิดข้อ 2 คือมองความรู้อยู่ในกระดาษ
หรือสื่อการสอนซีดีรอม  ระบบการเรียนรู้ที่เรารู้จักเดิมๆ ก็มีไม่กี่อย่าง เช่น
การเรียนในห้อง, การอ่านหนังสืออยู่บ้าน, การเข้าห้องสมุด, การฟังสัมมนา
การเรียนระบบทางไกล  ทั้งหมดนี้แบ่งง่ายๆ เป็น 2 แบบ คือ individual
และ broadcast (one-to-many)  ซึ่งมาจากข้อจำกัดของการสื่อสารและ
การแลกเปลี่ยนข้อมูล  ที่ทำให้ต้องใช้ตำรา ใช้การแบ่งผู้สอน/ผู้เรียน
แต่ทว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ ได้ปลดปล่อยเราออกจากเงื่อนไขแบบเดิมๆ แล้ว
ทุกคนสามารถค้นคว้าหาเรื่องที่สนใจได้มากมายจาก internet และทุกคน
สามารถมีช่องทางแสดงความรู้ความเห็นได้ผ่าน blog  การสื่อสารสองทาง
ไม่ถูกจำกัดอีกต่อไป  ระบบใหม่ในอนาคต จึงน่าจะวางอยู่บนรูปแบบของ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (learning community) หรือ CoP ที่ทุกคนแลกเปลี่ยน
ความรู้กันเองได้โดยไม่ติดขัด  และอาศัยสื่อ/หนังสือ/ซีดี เป็นตัวเสริม

4. รัฐได้กำหนดนโยบายด้าน IT เพื่อการศึกษาอย่างถูกทิศแล้ว

หากพิจารณาจาก พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 จะพบว่าหมวด 9
เรื่องเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ได้พูดถึงประเด็นที่สำคัญคือ
มาตรา 63: คลื่นความถี่ และโครงสร้างพื้นฐาน
มาตรา 64: ส่งเสริมการพัฒนาหนังสือ และสื่อ ในฝ่ายผู้ผลิต
มาตรา 65: พัฒนาคน ทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตเทคโนโลยี
ถ้ามองเทียบกับ พระราชบัญญัติก่อนๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นของใหม่ทันสมัยพอดู
แต่หากมองบนฐานความคิดในข้อก่อนๆ ข้างต้น  จะเห็นจุดที่ยังขาดอยู่เช่น
ยังมอง infrastructure ในระดับ physical เป็นหลัก  ในขณะที่ปัจจุบันนี้
ระบบโทรศัพท์บ้าน, มือถือ และ hispeed internet ได้เติบโตอย่างมากแล้ว
สิ่งที่ขาดคือ infrastructure ของ software และการสร้างชุมชน

รัฐไม่ควรปล่อยให้เอกชนผู้ผลิตดำเนินไปตามกลไกการตลาดอย่างเดียว
ไม่ได้หมายความว่า ให้รัฐทำแข่งกับเอกชน  แต่รัฐควรจะลงทุนใน
เรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เช่น การสนับสนุน software opensource
และเนื้อหาดิจิตอลที่เป็น opensource ดังเช่นโครงการ Wikipedia และ
Creative Commons ที่ดำเนินการอยู่ในต่างประเทศ  เป็นต้น
นอกจากนี้ รัฐยังสามารถสนับสนุน infrastructure ของการเกิดชุมชน
แห่งการเรียนรู้ได้  เช่น สคส. ได้สนับสนุนการพัฒนา gotoknow.org เป็นต้น
หากสังคมไทย มีแหล่งความรู้สาธารณะที่มีคุณภาพ  ภาคเอกชนก็ยัง
สามารถทำธุรกิจในกลุ่มเฉพาะ(niche) ได้  ที่สำคัญคือควรมุ่งประโยชน์
ของประชาชนในการได้เรียนรู้เป็นหลัก

ทั้งข้อนี้ก็เป็นความคิดเห็นของผม ที่ค่อนข้างสอดคล้องกับของท่าน อ.วิจารณ์
ผมหวังว่าคงจะได้ช่วยเป็นเสียงหนึ่ง ที่ร่วมคิดร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทยต่อไปครับ