ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆๆ
ผมคอยสังเกตุการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ใช้วิธี สังเกต สังเกต สังเกต
มีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้นในใจ ว่าสิ่งดีงามที่สูญเสียไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เช่นคำว่าวัฒนธรรมอันเป็นที่รัก โอบอุ้มสังคมให้อยู่ดีมีสุข สูญเสียไป
ตั้งแต่มีกระทรวงวัฒนธรรม เรื่องเลวร้ายได้เกิดขึ้นอย่างไม่น่าให้อภัย ในการเกิดของกระทรวงนี้และหน่วยงานบางหน่วยงานหากเกิดจากจิตที่สกปรกของผู้มีอำนาจนั้น ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งได้มาก
วัฒนธรรม มึงได้ กูได้ ได้ครอบงำชีวิตจิตใจของคนทั้งประเทศ หนังสือ rich dad poor dad เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน
ไม่มีใครอ่าน หนังสือ พ่อของฉัน ที่อาจารย์ สมศรีเล่าเรื่องของพระยาอนุมานราชธน หรือ เสฐียรโกเศศ ดังนั้นลัทธิ บูชาประโยขน์ (ตน) จึงครอบงำความคิดของคน ดังที่ท่านอาจารย์พุทธท่านแสดงความเห็นในเรื่อง ประโยชน์ นั้นเลวร้ายที่สุด ประ โย ชะ นะ เครื่องที่ทำให้เกิดความผูกพันธ์ ผูกด้วยผลประโยชน์สิ่งเลวร้ายจึงเกิดขึ้น ความรู้สึกที่จะยอมสิโรราบ surrender จึงไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง มีแต่คนเก่ง คนดี ทั้งนั้น ผมคิดว่าหากผู้คน มีเวลานั่งนิ่งๆ ใคร่ครวญ
ตรึกตรอง สิ่งที่ให้เป็นราก เป็นฐาน เป็นที่ให้กำเนิด เกิดขึ้น เติญโต เปลี่ยนแปลง ให้เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน และจะเป็นไปในอนาคต ความรู้สึก บูชานั้นเกิดขึ้นโดยไม่ยาก หากคนขาดตอนสิ่งที่เป็นให้กำเนิด เปรียบเหมือน ต้นไม้ไม่มีราก เรียกต้นไม้ไม่ได้ คนไม่รากก็ไม่ใช่คน คนเกิดขึ้น มีรก หากไม่มีรก หรือลืมรก ลืมผู้ให้กำเนิด ลืมผู้คนที่ควรบูชา สิ่งนั้นเกิดจาก ปีศาจ เติบโตเป็น ปีศาจ เราจะหาความจากปีศาจไม่ได้ กิจกรรมที่ทำแม้คนนั้นทำ แต่หากไม่มีราก ขาดสำนึก กิจกรรมนั้นหากไม่ทบทวน ก็ยิ่งเข้ารกเข้าพง เช่นกระทรวงที่เกิดใหม่ เช่นหน่วยงานหรือองค์กรที่ ทำนาบนหลังคน เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น
องค์กรที่เกิดจากความคิดถึงประส่วนตนมากกว่าส่วนร่วม ความฉิบหายก็เกิดขึ้น
รักและนับถือ พี่สกลครับ
นพดล