ในคำกลอน ครูสุวรรณ ท่านแต่งว่า
"สนับเพลาเชิงไชกะไรโจ ภูษาสีสะโรกะโปลัน เจียรบาดปักทองกะลองเต็ด ปั้นเหน่งเพชรสายสอดจรอดฉัน
ฉลององค์อย่างน้อยกะปอยลัน มะลวงชวงปวงปันคั่นทองกร มงกุฎแก้วแวววาบมาราบรับ กรรเจียกจันปันกับมะหลอนฉอน
ธำมรงค์จินดากะราชอน ตลุดฉุดอรชรมะลอนชัน ดูเลือบเชือบเหลือบแลกะโปงโลง งามดังปังโปงกำงั๋นกั๋น
กะงวยกวยฉวยพระแสงมะแรงตัน มอระตอก็รันขึ้นอาชา"
ส่วนที่พี่กรเพชร แปลคำว่า "เจียรบาด" ว่า "ผ้าเยียรบับ" นั้น ผมไม่แน่ใจว่าใช่ อันเดียวกับ "เจียรบาด" นี้รึเปล่า
เพราะ "ผ้าเยียรบับ" เจ้านายชั้นสูง จะทอไหมขัดกับดิ้นเงินดิ้นทอง แล้วใช้ตัดฉลองพระองค์ (เสื้อ)
แต่ "ผ้าเจียรบาด" นั้น เป็นผ้าสำหรับห้อยหน้าสำหรับเจ้านายชั้นสูง ปัจจุบันเป็นเครื่องโขน ละคร
ส่วนในวรรณคดีนั้น ปรากฏคำว่า "คาดเจียรบาด" ซึ่งใช้เป็นผ้าคาดเอวตัวพระ ใช้คาดที่เอวและมัดที่พุง มีชายกรุยกรายปิดของสงวน
และ "สไบเจียรบาด" ซึ่งใช้เป็นผ้าสไบตัวนางด้วย ใช้ห่มพาดเฉวียงบ่าปกติจะต้องอัดกลีบเพื่อปกปิดอำพรางตาของสงวน เช่นกัน
มันควรจะมีประโยชน์แบบนี้จริงๆ ครับ อย่างเราคนธรรมดาก็ให้นึกถึง ผ้าขมาลายหมากรุก(ผ้าขาวม้า) ก็ได้
ดังนั้น เจียรบาด ควรจะเป็นผ้าที่ไว้สำหรับปกปิดของสงวนที่โดดเด่นออกมานอกระนาบของร่างกายครับ
กล่าวคือ ปกปิดและพรางตาปลายถันของผู้หญิง และ ปกปิดและพรางตาองคชาติของผู้ชาย
ซึ่งผมวิเคราะห์จากข้อมูลต่างๆ แล้วควรจะเป็น "ผ้าเจียรบาด" มากกว่าที่จะเป็น "ผ้าเยียรบับ"
******************************************************************
จากบทกลอนในตอนนี้ ที่บรรยายลักษณะขั้นตอนในการแต่งตัวของตัวละคร
"สนับเพลาเชิงไชกะไรโจ ภูษาสีสะโรกะโปลัน เจียรบาดปักทองกะลองเต็ด ปั้นเหน่งเพชรสายสอดจรอดฉัน
ฉลององค์อย่างน้อยกะปอยลัน มะลวงชวงปวงปันคั่นทองกร มงกุฎแก้วแวววาบมาราบรับ กรรเจียกจันปันกับมะหลอนฉอน
ธำมรงค์จินดากะราชอน ตลุดฉุดอรชรมะลอนชัน ดูเลือบเชือบเหลือบแลกะโปงโลง งามดังปังโปงกำงั๋นกั๋น
กะงวยกวยฉวยพระแสงมะแรงตัน มอระตอก็รันขึ้นอาชา"
ซึ่งควรจะมีความหมายประมาณที่ผมถอดมานี้ คือ สมัยก่อนเป็นเครื่องทรงกษัตริย์ สมัยนี้ เป็นเครื่องสำหรับตัวละครแต่งครับ
+ สนับเพลาเชิงไช = สนับเพลาเชิงชาย = กางเกงที่ใส่ข้างในก่อนนุ่งผ้าโจงกระเบนซึ่งทอยกท้องขาวด้วยดิ้นเงิน
เรียก ผ้าเชิงชาย ครูสุวรรณ ท่านใช้คำว่า เชิงไช
+ ภูษาสีสะโร = ผ้าม่วงสีพื้นม่วงสำหรับนุ่งโจงกระเบนสำหรับเจ้านายชนชั้นสูง (ดังได้อธิบายมาข้างต้นแล้ว)
+ เจียรบาดปักทอง = ผ้าห้อยหน้าปักด้วยดิ้นทอง, ในที่นี้ผมเข้าใจว่าเป็นผ้าคาดเอวมากกว่าแล้วห้อยชายกรุยมาข้างหน้า
+ ปั้นเหน่งเพชรสายสอด = รัด(สายสอด)เข็มขัดที่มีหัวประดับด้วยเพชร
(เข็มขัดสมัยโบราณจะต้องสอดตัวเกี่ยวไปกลัดไว้ข้างในก่อนครับ แล้วจึงกลัดหัวที่หน้าพุง)
+ ฉลององค์อย่างน้อย = ฉลององค์ = แต่งตัว (รวมเสื้อด้วย) / อย่างน้อย = อย่างเจ้าชายที่มีอายุน้อย หรือ โอรสกษัตริย์
ผมก็ไม่รู้ว่าใส่เสื้อทีหลังคาดเข็มขัดยังไง 555+ (แต่ผมต้องแปลว่า รวมเสื้อด้วย เพราะถ้าถอดเสื้อมันจะดูขัดกับจริตคนอื่น
แต่ส่วนตัวผมคิดว่า ตัวละคร ตัวนี้ต้องไม่ใส่เสื้ออย่างแน่นอน ตามแบบอย่างละครชาตรีโบราณ ที่ผู้แสดงเป็นผู้ชายล้วน
ไม่ใส่เสื้อ ทรงเครื่องกษัตริย์ เป็นสมัยนิยมโชว์หุ่นของชายไทยมาช้านานครับ และจากการที่สยามรับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย
นั่นเอง แนวอุดมคติในละครโบราณ กษัตริย์จะต้องเป็นพระเอก เดิมชาวอินเดียชั้นสูง(เหนือ)เรียกว่า "กษัตริย" แต่อินเดีย(ใต้)
ออกเสียงว่า "ฉัตริย์" เมื่อเรารับวัฒนธรรมอินเดียใต้เกี่ยวกับเรื่องละคร เราออกเสียงไม่ถนัดจึงออกเสียงว่า "ชาตรี" หมายถึง
ตัวละครที่พระเอกเป็นกษัตริย์ ใช้เครื่องแต่งกายอย่างเจ้านาย โดยรวมคือ แต่งเครื่องทรงอย่างเจ้านายน้อย (แสดงให้เห็นว่า
ยังไมได้เป็น มงกุฏราชกุมาร ยังเป็นชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าอยู่)
+ ปวงปันคั่นทองกร = แบ่งกำไลมือทองคำแล้วก็ใส่ (แสดงว่าใส่สองมือตามแบบเจ้านายที่ยังทรงพระเยาว์)
+ มงกุฏแก้วแวววาบ = ทรง(ใส่)มงกุฏมีแสงแวบวาว วูบวาบ เหมือนแก้วมณีที่โดนแสง
+ กรรเจียกจัน = กรรเจียก คำเดียวก็แปลว่า เครื่องประดับหู ได้แล้วครับ ส่วนมากเป็นรูปลายกนกเปลว
ที่ ครูสุวรรณ ท่านใส่คำว่า จัน แทนที่จะเป็น จอน คงอยากจะเล่นสัมผัสกับคำว่า ปัน กระมังครับ แต่ความหมายคงเดิม
+ ธำมรงค์จินดา = แหวนประดับอัญมณีที่ทรงคุณค่าน้ำงาม ประมาณเพชรสีขาว เพราะจินดา หมายถึง ชื่อพระสรัสวตี
ซึ่งสัญลักษณ์สีและอาภรณ์ในเทวคติของชาวสยาม ของพระสรัสวตีคือ สีขาวใสแบบแก้ว
+ ตลุดฉุดอรชร = อาการที่ชมตัวเองหลังจากแต่งตัวเสร็จ ประมาณ ชมตนเองว่าหล่อ เท่ห์
(ส่องกระจกอยู่ กระจกทำด้วยทองเหลืองขัดเงา เรียกพระฉาย) ตลุด = อุตลุต = สับสน / ฉุด = รั้งขึ้น หรือ ยกตัวขึ้น
อรชร = หุ่นดีเอวบางอย่างในอุดมคติ
+ ดูเลือบเชือบเหลือบแล = แปลรวมว่า ชำเลืองมอง / ดู = ดู / เลือบ ไม่มีความหมาย แต่ให้สัมผัสกับคำว่า เชือบ
เหลือบ = ชำเลืองดู / แล = มองดู
+ งามดังปังโปง = รูปงาม หล่อเหลา เท่ห์ เปรียบเทียบว่า รูปงามจะเดินทางไปไหนก็มีแต่คนเหลียวมอง มองดูตะลึงในความ
หล่อเหลารูปงาม เหมือน ลูกกระดิ่ง ลูกกระพรวน เวลามันดังเสียงกรุ๊งกริ๊ง คนก็ต้องหันมามอง / งาม = รูปงาม หล่อเหลา
ดัง = ดั่ง = เหมือน คล้าย / ปัง = เสียงดัง / โปง = กระดิ่ง กระพรวน
+ กะงวยกวยฉวยพระแสง = หยิบดาบอย่างรวดเร็ว / กะ = ก็ / งวยไม่มีความหมายให้สัมผัสกับคำว่ากวยและให้ไปสัมผัส
กับคำว่าฉวยอีกครั้ง / ฉวย = หยิบ คว้าอย่างรวดเร็ว / พระแสง = อาวุธ โดยทั่วไปถ้าไม่มีคำอื่นต่อท้ายก็เข้าใจว่าเป็นดาบ
+ ก็รันขึ้นอาชา = รีบวิ่งขึ้นม้าควบขี่ไป / ก็ = ก็ / รัน = ตี แล้วเค้าตีอะไรหล่ะ?
ในความเข้าใจของผม ครูสุวรรณ ท่านใช้คำอ่านทับศัพท์ภาษาอังกฤษ RUN ที่แปลว่า วิ่ง
เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความรู้เป็นนางข้าหลวงชาววังมีการศึกษา ในสมัยท่านมีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแล้ว เพราะ
รัชกาลที่ 4 ท่านเจริญสัมพันธไมตรีกับ ประเทศอังกฤษ คงจำ เซอร์ยอห์น เบาว์ริง เจ้าเมืองฮ่องกง ผู้เชิญพระราชสาสน์
จากพระนางวิคตอเรีย และ แหม่มแอนนา (แอนนา แฮเรียต เอ็มมา เอ็ดเวิร์ด หรือ แอนนา ลีโอโนเวนส์)ได้นะครับ
ทรงโปรดจ้างแหม่มแอนนา มาจากสิงคโปร์มาสอนภาษาอังกฤษให้เจ้านายชั้นสูง ในขณะนั้น แหม่มแอนนาเปิดโรงเรียนเล็กๆ
สอนภาษาอังกฤษให้ลูกทหารในสิงคโปร์
อธิบายภาษาชาวบ้านก็คือ บรรยายวิธีการแต่งตัวนั่นเอง สมัยนี้ก็เช่น บทฉุยฉายต่างๆ ครับ
1. นุ่งกางเกงข้างในยกเชิงชายด้วยดิ้นเงิน
2. นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน พื้นสีม่วง
3. ใส่ผ้าห้อยหน้า
4. คาดเข็มขัดหัวประดับเพชร
5. ใส่กำไลทองที่ข้อมือทั้งสองข้าง
6. ใส่มงกุฏของราชกุมาร
7. ใส่เครื่องประดับใบหูลายกนกเปลว
8. สวมแหวนประจำตัว
9. ดูความเรียบร้อยเครื่องแต่งตัว
10.หยิบอาวุธ (จะไปเดินป่าก็ต้องเอาอาวุธไปด้วยป่าน่ากลัว)
11.ขึ้นม้าแล้วควบออกไป
ปล.ผมไม่ใช่ผู้รู้นะครับ เพียงแต่อยากจะแชร์ความเข้าใจ และการค้นคว้าให้ทุกๆ ท่านได้พิจารณาครับ
ผิดถูกอย่างไร ผิดพลาดอย่างไร กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ