๏ สระสรงทรงสุคนธ์ปนตลึก ลูบไล้ไป่ปึกกะโง๋โก๋

สนับเพลาเชิงไชกะไรโจ ภูษาสีสะโรกะโปลัน

เจียรบาดปักทองกะลองเต็ด ปั้นเหน่งเพชรสายสอดจรอดฉัน

ฉลององค์อย่างน้อยกะปอยลัน มะลวงชวงปวงปันคั่นทองกร

อ่านแล้วอย่าพยายามงงสงสัยนะครับให้อ่านรวมๆ ก็พอจะมองเห็นภาพ การอาบน้ำลูบเครื่องหอม นุงสนับเพลา (กางเกง) ใส่ภูษาสี(ผ้า) ส่วนจะสีอะไรไม่ทราบครับ สีสะโร หน้าตาเป็นอย่างไรก็จนด้วยเกล้า แต่งนุ่งผ้าเยียระบับปักทองสวยงาม สวมปั้นเหน่ง(เข็มขัด)ทำด้วยเพชร ก็เรียกว่าแต่งฉลององค์อย่างโอรสกษัตริย์ครับ

***************************************************************************************

ขออนุญาตเพิ่มเติมการค้นคว้านะครับ

"ภูษาสีสะโร"

ถ้าผมค้นคว้าไม่ผิด "สะโร"

เป็นไปได้ไหมว่า "สะโร" คงจะหมายถึงวันเสาร์ครับ

สีประจำวันเสาร์คือ สีม่วง แต่ผมเดาว่าตัวละครไม่ได้ใส่สีม่วง

ผมพยายามขบคิดว่า ทำไม ครูสุวรรณ จึงใช้คำนี้

คงเป็นเพราะท่านจับเอาคำที่สื่อถึงคำอื่นมาใส่ในกลอนกระมัง

ภูษา = ผ้านุ่ง

สี = สี

สะโร = เป็นไปได้ไหมว่ามาจากคำว่า "สุระ" ที่แปลว่า "เสาร์" หรือ สุระวาร ซึ่งแปลว่า "วันเสาร์"

เนื่องจากคำศัพท์พวกนี้เป็นคำศัพท์เกี่ยวกับโหราศาสตร์ จะนิยมในหมู่ราชสำนักมากกว่า ชาวบ้านทั่วไป

ผมจึงคาดว่า ครูสุวรรณ ท่านคงจะนำคำที่สื่อถึงคำอื่นมาใส่ในกลอนให้แปลกแหวกแนวไปจนเป็นที่ชวนหัว

แต่ผมไม่ทราบว่า ครูสุวรรณ ท่านจะสื่อว่า "ตัวละครจนุ่งผ้าสีม่วง"

หรือ ครูสุวรรณ ท่านจะสื่อว่า "ตัวละครนุ่งผ้าม่วง" กันแน่

กอปรกับในสังคมสมัยช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สภาพแวดล้อมที่ ครูสุวรรณ อาศัยอยู่นั้น

ผู้ชายที่เป็นเจ้านาย ในราชสำนัก ในวงสังคมชั้นสูง นิยมนุ่งโจงกระเบนผ้าม่วง

ส่วนผู้ชายสามัญชน นิยมนุ่งโจงกระเบนผ้าลาย ผ้าพื้น ธรรมดาครับ

แล้ว "ผ้าม่วง" คือ ผ้าอะไรหล่ะ? เป็นแบบไหน? ลักษณะมันเป็นอย่างไร?

ผ้าม่วง คือ ผ้าไหมสีพื้น ที่ไม่มีลวดลาย ใช้ไหมทอเต็มผืน

ผ้าม่วงมีหลายสีครับ โดยในราชสำนักนิยมใส่สีน้ำเงินมากกว่าสีอื่น

แต่ถ้า ผ้าม่วง ที่ทอลายที่ขอบริมผ้า เป็นรูปต่างๆ จะเรียกกันว่า "ผ้าม่วงเชิง"

คำว่าผ้าม่วง สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "หม่วง" มณฑลเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

"ผ้าม่วงที่สั่งจากประเทศจีนเข้ามาใช้นั้น เป็นชื่อเมืองที่ผลิต มิได้หมายถึงสีของผ้า

แต่อย่างใดเพราะนอกจากสีน้ำเงินแล้วยังมีสีเหลือง สีแดงอีกด้วย" (สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 15)

ที่มั่นใจว่าเป็นผ้าม่วงนั้นเพราะกลอนต่อมา ครูสุวรรณ แต่งว่า

"เจียรบาดปักทองกะลองเต็ด" ซึ่ง ผ้าเจียรบาดน่าจะเป็นผ้าที่ใช้คาดเอวสำหรับปิดของสงวนที่มันจะโดดเด่น

ออกมานอกกายครับ มัดแล้วชายผ้ามันก็จะลงมาปิดเป็นชายกรุยๆ ดูพลางตาครับ

สำหรับถ้าเป็นโขน ละคร สมัยนี้ เจียรบาดมันคือ ผ้าห้อยหน้า ก็เอาไว้ปิดของสงวนเช่นกันหล่ะครับ

ซึ่งอุปกรณ์เครื่องแต่งกายที่ตัวละครใช้แต่งนั้นเป็นของหรูหรามาก ชนชั้นธรรมดาไม่สามารถมีได้แน่

ดั่งคำกลอนของสุนทรภู่ (ยุคใกล้เคียงกันกับครูสุวรรณ) ในเรื่องพระอภัยมณี

ตอนที่พระอภัยมณีมอบของให้สินสมุทรเตรียมจะหนี

"เจียรบาดคาดองค์ก็ทรงเปลื้อง ให้เป็นเครื่องนุ่งห่มโอรสา"

หรือ บทเสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ ขุนแผนขึ้นไปแต่งตัวที่หอพระนารายณ์

"เสื้อนอกดอกช่อฉลุทอง ตระพองทับเจียรบาดคาดมั่น"

ในราชสำนักนั้น มีความเชื่อของสีที่เป็นมงคลตามวันด้วย

ในวันเสาร์ สีมงคล คือ นุ่งผ้าสีม่วงเม็ดมะปราง หรือ นุ่งผ้าสีม่วงลายพื้น หรือ นุ่งผ้าสีดำ

ซึ่งผ้าดำในสมัย ครูสุวรรณ เจ้านายชั้นสูงไม่นุ่งแน่ เพราะกำลังจะไปเดินชมนกชมไม้

กำลังจะมีความสุข รื่นเริงบรรเทิงใจ จะได้ออกเที่ยวเตร่หาความสุขตามประสาหนุ่มวัยแตกพาน

หากวิเคราะห์แบบไม่คิดลึกมาก ผมคิดว่า ครูสุวรรณ พรรณาถึงตัวละครที่นุ่ง

ผ้าไหม พื้นสีม่วงที่เป็นมัน มีเงาเป็นสีน้ำเงินแก่ (น้ำเงินดำ) ครับ

***************************************************************************************