ปัจจัยตัวที่ 3 คือ "ฝีมือของคนเผา"

การเผาศพปลอดมลพิษนั้น จุดที่ยากที่สุดคือการทำให้ปลอดมลพิษ ดังนั้น การทำให้ปลอดมลพิษนี้เองจะขึ้นอยู่กับเทคนิคของคนเผา

จากข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้รับ ทราบว่า มีผู้เยี่ยมยุทธ คือมีความชำนาญสูงมากในการเผาสามารถใช้น้ำมันเพียง 35 ลิตรในการเผาศพ ๆ หนึ่ง

ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความใส่ใจเป็นยิ่งยวด

ถ้าจะให้น้อยจริง ๆ ต้องถึงขั้นว่านั่งเฝ้ากันทีเดียว

คือต้องดูว่าตอนนี้อุณหภูมิของเตาอยู่ที่เท่าใด ดับหัวเผาบนได้หรือยัง ถ้าดับได้แล้วก็ประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกส่วนหนึ่ง

ผู้เผาศพบางท่าน อาจจะมีภาระงานอื่น จะต้องทำโน่นทำนี่ บางคนจุดเตาไว้ชั่วโมงสองชั่วโมงกลับมาดูที ก็แสดงว่าจุดหัวเผาไว้คู่กันเลย ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การจุดไฟหัวเผาบนหลังจากที่โลงไหม้หมดไปแล้วแทบจะไม่มีความจำเป็นเลย รังแต่จะให้เปลืองน้ำมันไปเปล่า ๆ ฟรี ๆ

ดังนั้น ถ้าหากผู้เผาศพของตรวจสอบการเผาไหม้อยู่ตลอด ช่วยดันให้ส่วนของร่างกายที่เหลือเข้าไปใกล้หัวเผา (ซึ่งโดยปกติจะอยู่ด้านบนหรือส่วนหัวของศพ) มาก ๆ ก็ยิ่งจะทำให้เผาหมดไว้

เพราะถ้าไม่ดัน ร่างกายอยู่ไกลหัวเผา ก็ต้องใช้เวลาเผานาน

และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญก็คือ ระยะเวลาในการเก็บกระดูกของญาติ ถ้าหากไม่เร่งมาก คือ มาเก็บตอนเช้า หลังจากที่เผาจนเหลือแต่กระดูกสักกองหนึ่ง ผู้ควบคุมเตาก็สามารถปิดหัวเผา แล้วปล่อยให้กระดูกที่เหลือถูกความร้อนสะสมภายในเตาค่อย ๆ ย่อยสลายไป ซึ่งในตอนเช้าก็จะหมดพอดี

แต่ถ้าหากญาติ ๆ เร่งเก็บกระดูก จะเอาเย็นนั้น กระดูกกองที่เหลือ ก็จะต้องใช้ไฟเผา คือต้องจุด Burner อัดอยู่อย่างน้อย

และที่น่าสนใจมากก็คือ กระดูกกองเล็ก ๆ นี้เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่าเนื้อหรือร่างกายที่มีน้ำมัน

ดังนั้นการเผากระดูกที่ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าการเผาร่างกายในส่วนอื่น ๆ