ปัจจัยตัวที่ 2 โลงและร่างกาย
โลง...
โลงมีส่วนสำคัญสำหรับการสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงประมาณ 10%
ประเด็นแรกเกิดจาก ถ้าเกิดเป็นโลงที่ใช้ไม้หนา ในการเกิดมลพิษนั้นปัจจัยแรกที่สุดคือควันที่เกิดขึ้นจากไม้ และไม้ที่ใส่เข้าไปนั้นก็คือ "โลง"
ถ้าโลงหนามาก อัตราความแรงของการจุดหัวเผาบน (ห้องเผาควัน) ก็จะต้องแรงมาก เพื่อให้ไฟหรือความร้อนสามารถกำจัดมลพิษที่ออกมาจากห้องเผาล่างจนหมดจด
ดังนั้นเมื่อโลงยังไม่หมด ผู้ควบคุมเตาจะทำการปิดหัวเผาบนไม่ได้
โดยปกติ การเผาศพปลอดมลพิษจะมีช่วงเวลาวิกฤต (Critical time) อยู่ที่ 30 นาทีแรก หลังจากการจุดไฟในห้องเผาศพ
โดยอย่างยิ่งในช่วง 5 นาทีแรก ที่โลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าญาติบางคนจะนำใส่ไปกับศพด้วยอาทิ เสื้อผ้า ผ้าห่ม หมอน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นใยสังเคราะห์ติดไฟนั้นจะทำให้เกิดมลพิษได้มากกว่าโลงหลายเท่า
ดังนั้นการทำความร้อนในช่วงแรกจึงมีส่วนสำคัญมากเพื่อจัดการกับวัสดุแปลกปลอมเหล่านี้
จากนั้นเมื่อโลงและวัสดุต่าง ๆ ไหม้ไฟหมดแล้ว (ปกติจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที) ผู้ควบคุมเตาจะทำการปิดหัวเผาบน เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง เพราะในขณะนั้น ห้องเผาบนจะมีความร้อนสะสมอย่างน้อย 600-700 องศาเซลเซียสแล้ว เนื่องจากมีความร้อนทั้งจากหัวเผาล่างขึ้นไปช่วย รวมทั้งไฟที่เกิดจากโลงและวัสดุต่าง ๆ ทำให้การกักเก็บเพื่อเผาซ้ำนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเราสังเกตุเตาเผาศพรุ่นก่อน ๆ (แบบห้องเผาเดียว) ให้ดีก็จะพบว่า จะเกิดควันดำในช่วง 15 นาทีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะเป็นควันขาวแทบทั้งสิ้น
ด้วยเพราะเหตุเดียวกันคือ 15 นาทีแรกนั้นเป็นช่วงของการเผาโลงและวัสดุต่าง ๆ จึงทำให้เกิดมลพิษ
ทำไมเตาแบบเดิมใช้เวลาในช่วงแรก (15/30 นาที) น้อยกว่าเตาเผาศพปลอดมลพิษ...?
คำตอบคือ "คำว่าปลอดมลพิษ"
คำว่าเตาเผาศพปลอดมลพิษนี้ ทำให้ทุกคนคาดหวังว่าจะ "ไม่มีควัน (ทั้งควันดำและควันขาว)" ดังนั้น ผู้ควบคุมเตาจะต้องทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้มีควันหลุดรอดออกมาได้
ช่วงแรกจึงเป็นช่วงของการ "ประคับประคอง" ค่อย ๆ เผาโลง เผาเสื้อผ้าไปเรื่อย ๆ จะเร่งหัวเผาแบบเต็มที่เหมือนเตารุ่นเดิมไม่ได้ เพราะเตารุ่นเดิมอย่างไงก็มีควัน ไม่ต้องเลี้ยงมาก "อัดได้เลย"
และเมื่อประกอบกับเวลาที่จะต้องใช้สร้างอุณหภูมิในห้องเผาควันให้ได้ 350 องศา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที บวกกับเวลาเลี้ยงควันอีก 30 นาที เตาเผาศพปลอดมลพิษจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ในการเผาศพไปได้มากเท่ากับเตารุ่นเดิมเพียง 15 นาที (ในอัตราความสำเร็จของการเผาไหม้วัสดุและร่างกายเท่ากัน)
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้วายชนที่มีร่างใหญ่
จากเดิมที่ข้าพเจ้าเคยสังเกตเมื่อเผาศพฝรั่งกับคนไทยแล้ว ศพฝรั่งซึ่งมีน้ำหนักตัวมากกว่าคนไทยโดยเฉลี่ย 20-30 กิโลกรัมนั้นจะใช้เวลามากกว่าประมาณ 30 นาที
และอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมองข้ามไม่ได้ก็คือ "การถอดปลั๊กโลงเย็น"
การบำเพ็ญกุศลศพในปัจจุบันวัดหรือฌาปนสถานต่าง ๆ นิยมใช้โลงเย็นกันค่อนข้างมาก
ถ้าหากมีการบำเพ็ญกุศลศพเกินกว่า 3 วัน ภายในร่างกายของผู้ตายที่แช่อยู่ในโลงเย็นนั้นจะเป็นน้ำแข็ง
ดังนั้นก่อนเวลาเผาจริง ซึ่งจะเป็นช่วงบ่ายของอีกวันหนึ่ง ผู้ควบคุมเตา กรรมการวัด หรือสัปเหร่อ จะต้องทำการปิดโลงเย็นหรือถอดปลั๊กออกก่อนอย่างน้อยคืนหนึ่ง หรือจะต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อให้ความเย็นในร่างกายลดน้อยลง...