ก่อนที่จะว่าเรื่องเตาเผาศพโดยละเอียด ขออนุญาตตอบคำถามของคุณ กระติก~natachoei ที่ ~natadee ที่ได้มีคำถามที่ทรงคุณค่าเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเผาศพแบบปลอดมลพิษไว้ ดังนี้...
เคยใช้บริการในงานของพ่อเมื่อ 2 ปีก่อน หมดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 2000 บาท (เนื่องจากใช้บริการเป็นรายแรก จึงต้องใช้น้ำมันมาก.....เจ้าหน้าที่บอก)
แต่ถ้าใช้เมรุ แบบเดิม จะหมดค่าใช้จ่ายประมาณ 500 บาทหรือน้อยกว่านี้
แต่เพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม ยอมรับได้ค่ะ
พวกเราเกิดข้อสงสัยว่า แล้วในรายต่อๆ ไป ค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งโดยประมาณเท่าไหร่ค่ะ (ไม่นับค่าสินน้ำใจที่ให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะเราให้ด้วยความเต็มใจอยู่แล้ว)
คิดเผื่อคนที่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ
ขอบคุณค่ะ
สำหรับค่าใช้จ่ายในการเผาศพโดยใช้เตาเผาศพแบบปลอดมลพิษนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ 1. ใช้ขดลวดไฟฟ้า (แบบนี้มีใช้น้อยมากในประเทศ) 2. ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง (มีประมาณ 5-10% ของเตาเผาศพปลอดมลพิษทั้งประเทศ) และ 3. ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง
ซึ่งข้อมูลทางเทคนิคของบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายเตาเผาศพมลพิษนั้น ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงของศพหนึ่ง ๆ จะอยู่ที่ 45-60 ลิตร จะมากหรือน้อยนั้นอยู่ที่ปัจจัยหลัก ๆ 3 ประการ คือ
1. ความต่อเนื่องในการใช้เตา
อย่างเช่นที่คุณ กระติก~natachoei ที่ ~natadee ได้รับข้อมูลว่า "เนื่องจากใช้บริการเป็นรายแรก จึงต้องใช้น้ำมันมาก....." เหตุผลนี้ "ถูกต้องครึ่งหนึ่ง"
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น...?
ขออนุญาตเล่าหลักการทำงานของเตาเผาศพปลอดมลพิษในปัจจุบันซึ่งเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นระบบ "ไฟเผาควัน" ดังนี้
ในอดีต เตาเผาศพ (เมรุฯ) นั้นจะเป็นระบบห้องเผาเดียว ก็คือ มีห้องที่ใช้บรรจุโลงและศพ ดังเช่นที่เรามองเห็นเขาดันโลงเข้าไปเมื่อไปงานฌาปนกิจศพตามงานต่าง ๆ
ซึ่งเตาในอดีตจะถาดล้อเลื่อนโดยใส่เชื้อเพลิงไว้ด้านล่าง ส่วนใหญ่จะเป็นถาดแล้วราดน้ำมัน จากนั้นเมื่อประกอบพิธีการเสร็จ ญาติ ๆ และสัปเหร่อ ก็จะเตาโลงศพวางไว้บนเชื้อเพลิงนั้นแล้วจุดไฟ เมื่อไฟถูกจุด ก็จะเผาโลงศพที่อยู่ด้านบน
หลักการของควันและความร้อนจะลอยขึ้นสู่ที่สูง โดยเมรุฯ มีระบบปล่องควันที่ใช้ลมดูด ถ้าการออกแบบปล่องมีประสิทธิภาพ ความร้อนและควันจะลอยขึ้นสู่ปล่องและออกทางปลายปล่องโดยอัติโนมัติ
เตาแบบเดิม เมื่อเชื้อเพลิงคือถ่านเผาถูกจุด เปลวไฟก็จะลุกผ่านโลงศพและไหม้ทุกอย่างที่อยู่ในโลงนั้น ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ไม้จากโลง ดอกไม้จันทร์ เสื้อผ้า หรืออะไรต่ออะไรที่เราใส่ลงไปพร้อมกับผู้ตาย
จากนั้นควันทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้จะลอยผ่านปล่องควันขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยทันที ซึ่งจากทีเราเห็นนั้นจะเป็นควันสีดำ และนั้นก็คือ "มลพิษ"
ดังนั้น จึงมีผู้คิดค้นหลักการต่าง ๆ ที่จะมาจัดการกับเจ้าควันดำที่ลอยออกจากห้องเผาศพ ซึ่งแรก ๆ มีผู้คิดค้นการดักควันหรือมลพิษนั้นโดยการใช้ "น้ำ"
เมื่อเกิดการไฟไหม้ในห้องเผาศพแล้ว ผู้สร้างเตาจะสร้างท่อหรือปล่องควันให้ควันนั้นลอยผ่านช่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งช่องนั้นจะมีการ "ฉีดน้ำ" เมื่อให้ละอองน้ำไปเกาะตัวให้ควันเป็นอณูที่หนาและหนักขึ้นจนทำให้เกิดเป็นหยดน้ำตกลงสู่ที่รองรับและถูกปล่อยลงไปสู่ "พื้นดิน"
ระบบนี้ใช้งานได้ดีในการกำจัดมลพิษทางอากาศ เพราะควันดำที่เคยพวงพุ่งออกทางปากปล่องแทบไม่มีเหลือ เพราะถูกน้ำจับควันไว้เกือบทั้งหมด
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะน้ำที่รวมตัวกับควันนั้นเป็น "มลพิษ" เมื่อถูกปล่อยลงดิน ส่งกลิ่นเหม็น ยิ่งพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังหรือพื้นที่ต่ำยิ่งเกิดเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คิดค้นผลิตเตาเผาศพแบบ 2 ห้องเผา คือ ห้องแรกเผาศพ ห้องที่ 2 เผาควัน โดยมีหลักการคร่าว ๆ คือ เมื่อเกิดควันจากห้องเผาศพ ควันนั้นจะลอยขึ้นตามช่องสู่ห้องเผาศพที่ 2 ซึ่งในห้องเผาศพนั้น จะมีหัวเผา (Burner) อีกหนึ่งตัว พ่นไฟออกมาเพื่อเผาควันนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ตามหลักการของการควบคุมมลพิษแล้ว ควันนั้นจะต้องถูกกักเก็บและเผาซ้ำอยู่ในห้องเผาศพที่ 2 อีกไม่น้อยกว่า 1 วินาที จึงจะสมบูรณ์
ซึ่งทำให้เตาเผาศพรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราแทบจะไม่เห็นควันสีดำพวงพุ่งออกจากปล่องเมรุฯ หรืออาจจะเห็นแค่ควันสีขาว ๆ ออกมาในตอนแรกบ้างเล็กน้อย ซึ่งควันขาว ๆ นั้น ข้าพเจ้าเคยสอบถามผู้ที่มาตรวจสอบมลพิษแล้วได้คำตอบว่า ควันขาว ๆ นี้ไม่จัดว่าเป็น "มลพิษ" ตามระดับการวัดของหน่วยงานที่ควบคุมสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตสรุปหลักการเตาเผาศพจากอดีตถึงปัจจุบันในเบื้องต้น ดังนี้
1. เมรุฯ ระบบเดิม มี 1 ห้องเผา ใช้ถ่านเป็นเชื้อเพลิง อัตราสิ้นเพลิงของเชื้อเพลิงของถ่านจะอยู่ที่ 2 กระสอบต่อศพ ซึ่งราคาถ่านต่อกระสอบอยู่ที่ประมาณ 2-300 บาท ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่ใช้จะอยู่ที่ 5-600 บาท
และราคานี้สามารถลดลงได้อีก ถ้าหากญาติ ๆ ของผู้วายชนมีเงินน้อย โดยการหาเศษไม้หรือเชื้อเพลิงอื่นใดที่มีในท้อนถิ่นมาผสมรวมกันกับถ่านก็ได้ หลักการง่าย ๆ ก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ไฟติดจนสามารถเผาเนื้อและกระดูกให้หมดไป
2. เตาเผาศพปลอดมลพิษระบบผ่านน้ำ จะมี 1 ห้องเผา บวกกับท่อหรือปล่องที่ผ่านเข้าระบบการสเปรย์น้ำ
เตาเผาระบบนี้ใช้เชื้อเพลิงจากเผาศพระบบน้ำมันดีเซล 1 หัวเผา ซึ่งจะใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 30 ลิตรต่อศพ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงถ้าคิดตัวเลขง่าย ๆ อยู่ที่ลิตรละ 30 บาท ก็จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,200 บาท
ต่อทางวัดหรือฌาปนสถาน ก็จะคิดค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า (ใช้ในการควบคุมระบบ) อาจจะคิดเรา 1,500 บาท หรือ 2,000 บาท หรืออาจจะมากกว่านั้นแล้วแต่นโยบายของฌาปนสถาน
3. ระบบไฟเผาควัน ระบบนี้จะเป็นเตาเผาศพระบบ 2 ห้องเผา จะใช้หัวเผา (Burner) อย่างน้อย 2 ตัว คือ ตัวหนึ่งเผาศพ ตัวหนึ่งเผาควัน
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันจะอยู่ที่ 45-60 ลิตร ซึ่งถ้าราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท ก็จะต้องเสียค่าน้ำมันประมาณ 1,350 - 1,800 บาท
จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการหลัก ๆ ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้น คือ
1. เป็นศพแรก หรือเตาไม่ได้ถูกใช้อย่างต่อเนื่อง
2. วัสดุที่ใช้ทำโลงและขนาดของร่างกาย
3. เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ "ฝีมือคนเผา..."