เมื่อพูดถึงเรื่องผลของกรรมเราต้องกลับไปที่เรื่อง อจินไตย 4 ครับคือ
1. พุทธวิสัย คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
2. ฌานวิสัย คือวิสัยของผู้บรรลุฌาน
3. กรรมวิบาก คือการให้ผลของกรรม
4. โลกจินตา คือการคิดเรื่องโลก
พระพุทธองค์ ตรัสว่า ใครที่คิดเกี่ยวกับเรื่องทั้ง ๔ นี้ มีส่วนแห่งความเป็นคนบ้า ไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยการคิด เช่น คิดว่า พระพุทธองค์ตรัสรู้ได้อย่างไร ทำไมจึงทำได้ และมีความพิเศษเกี่ยวกับพระพุทธองค์หลาย ๆ อย่างเป็นไปได้อย่างไร คือคิดจนหัวระเบิด ก็คิดไม่ออก ครับ จะให้เจ๋งจริง ๆ ต้องลงมือปฏิบัติตามแนวทางของพระอริยบุคคลครับ หรือแม้แต่เรื่องผลของกรรมก็เหมือนกัน เราคิดจนตายก็คิดไม่ออกครับ คนสองคนทำกรรมมาอย่างเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่กรรมให้ผลต่างกัน ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คุณจะคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ขอยกตัวอย่าง คนสองคนไปฆ่าคนด้วยกัน ปรากฏว่าคนหนึ่งถูกตำรวจจับได้ในหนึ่งอาทิตย์ แต่อีกคนหนึ่งตำรวจจับได้ประมาณ 3 เดือนต่อมา ถ้าจะเทียบกับการให้ผลของกรรมอาจจะคล้าย ๆ กันก็ได้ คือกรรมมันไล่เราอยู่ตลอดเวลาเมื่อเราอ่อนกำลังลงเมื่อไร กรรมก็จะครุบเราทันที่
ผมเคยอ่านพบในพระไตรปิฏกว่า ทำไมบางคนทำกรรมนิดเดียวแต่ผลเร็ว แต่บางคนทำกรรมมากแต่กรรมให้ผลช้า พระพุทธองค์ตรัสว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะบางคนไม่เคยทำบุญหรือฝึกฝนเจริญภาวนาเพิ่มเติมผลกรรมจึงให้ผลเร็ว ส่วนคนที่ทำกรรมมากแต่ก็สะสมบุญให้ทานเจริญภาวนาเพิ่่มเติมทุกวันผลกรรมจะให้ผลช้า ครับ อันนี้เท่าที่จำได้
ส่วนที่ว่าพระพุทธองค์ หรือพระโมคคัลลานะละบุญและบาปได้นั้น ไม่น่าจะรับกรรมที่กระทำไว้ในอดีต ในความคิดของผมไม่ใช่พระไตรปิฏกนะครับ ผมว่า ในชาตินี้ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธองค์หรือพระโมคคัลลานะจะต้องรับกรรมอยู่แล้ว และท่านก็ตัดกรรมในชาตินี้ได้ด้วยโดยไม่กลับมาเกิดอีก แต่ทั้งหมดนี้เป็น อจินไตย คือเรื่องที่ไม่ควรคิด ใครคิดมีส่วนแห่งความเป็นคนบ้า(คิดบ้างก็ดี)