ตอนยังเรียนอยู่ที่คณะเราเคยเขียนบทความเกี่ยวกับความไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสารในตลาดกิจกรรมนักศึกษา ซึ่งทำให้กิจกรรมที่ดีเกิดยาก ในขณะที่กิจกรรมรื่นเริงกลับเกิดขึ้นเกินกว่าที่ควรจะเป็นส่งวิชา ศ.200เรามองว่าความคิดเราสองคนคงคล้ายกันตรงจุดนี้ สืบเนื่องจากกลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์รัฐบาลจึงมีความชอบธรรมเข้ามาจัดสรรทรัพยากรให้เป็นไปในแนวทางที่สังคมต้องการ อย่างไรก็ดี กระบวรการแทรกแซงของรัฐบาลก็ยังมีความบกพร่องทั้งในด้านความคลอบคลุมความต้องการของสังคมโดยรวม และการรวบรวมความต้องการเหล่านั้นมาพิจารณา แนวทางที่อาจารย์ชลเสนอมาเรามองว่าเป็นการผนวกกลไกตลาดให้เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลให้สามารถดำเนินงานได้สมบูรณยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการเข้าถึงความต้องการของประชาชน และความต้องการเงินทุนขององค์กรอิสระต่างๆที่ก็พยายามทำหน้าที่สาธารณะที่รัฐบาลเองมิสามารถลงมาดูแลอย่างทั่วถึง ข้อเสนอเเนะนี้จึงเหมือนเป็นการติดสถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้ากับระบบภาษีของประเทศ หากว่าอัตราร้อยละสองที่ว่านั้นคืออัตราดุลยภาพในสังคม แสดงว่าความล้มเหลวของระบบการจัดการภาษีของภาครัฐอยู่ที่ร้อยละสอง ที่นี้ถามว่ามีอะไรที่ควรคำนึงถึงหากต้องการดำเนินการระบบช่วยเหลือทางการคลังนี้ เพราะต้นตอของปัญหาอยู่ที่ข้อมูลข่าวสารต้องลองคิดดูว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างช่องทางจากอุปทานสู่อุปสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการติดตามประเมินผลที่ดี ซึ่งก็ต้องหาผู้รับผิดชอบตรงนี้ อนึ่งในประเทศอังกฤษ โทรทัศน์ทุกเครื่องต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีประมาณปีล่ะแปดพันบาท ผู้รับชมจะได้ชมห้าช่องที่แทบไม่มีการตัดเข้าโฆษณาเลยซึ่งเป็นวัฒนาธรรมทางการรับชมของประเทศนี้  นอกจากนั้นการโฆษณาโครงการสาธารณะบำเพ็ญประโยชน์ต่างๆมีอยู่มากมาย กลไกคือผู้มีบัญชีเงินฝากเพียงกรอกข้อมูลติดตั้งให้องค์กรเหล่านั้นมีสิทธิตัดเงินจากบัญชีเงินฝากรายเดือนได้เท่ากับวงเงินที่ตกลงกันไว้ หากพิจารณาว่าการอาศัยภาครัฐดูเเลเรื่องเช่นนี้อาจเสี่ยงต่อปัญหาความอ่อนประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการ แนวทางหลังนี้อาจดูน่าสนใจ อย่างไรก็ดีข้อมูลที่จะได้รับจากแนวทางที่อาจารย์เสนอมาย่อมเประเมินค่ามิได้ต่อภาครัฐเเละนักวิชาการครับ