ลองอ่านดูนะคะ อาจช่วยให้คุณๆและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการการจัดการศึกษาระดับนี้ เลือกนำการวัดและประเมินผลด้วยวิธีหลากหลาย ตามบริบทของผู้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นวิทยาทานและเพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติต่อไปค่ะ
การวัดและประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย
การประเมินผลพัฒนาการเด็ก หมายถึง การนำข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการมาสรุป เพื่อตัดสินใจจัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละด้านเป็นรายบุคคล และจะต้องมีการบันทึกและรวบรวมไว้ ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมแก่เด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้ถึงขั้นสูงสุด และใช้รายงานผู้ปกครอง
ความหมายการวัดผล (Measurement)
หมายถึง กระบวนการที่กำหนดตัวเลขเพื่อแสดงปริมาณของพฤติกรรมของนักเรียน หรือการกำหนดตัวเลขให้กับวัตถุหรือเหตุการณ์ต่างๆ อาจเป็นการสังเกต หรือทดสอบพฤติกรรมของบุคคลใด บุคคลหนึ่งแล้วกำหนดตัวเลข หรือคะแนนให้กับสิ่งที่วัดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ความหมาย การประเมินผล( Assessment)
หมายถึงกระบวนการพิจารณาตัดสินคุณภาพ หรือคุณลักษณะของพฤติกรรม หรือปริมาณของพฤติกรรมว่า ไปตามจุดมุ่งหมายของการสอนหรือไม่
โดยใช้กระบวนการหลายรูปแบบรวมถึงเครื่องมือต่าง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
เช่นแบบทดสอบที่ใช้ในชั้นเรียน และผลงานต่างๆ แบบทดสอบมาตรฐาน การประมาณค่า ซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย เช่น การทดสอบโดยตรง การสัมภาษณ์ และการสังเกต
สรุป
การประเมินผลมีความหมายกว้างกว่าการวัดผล และมีความหมายครอบคลุมไปถึงการวัดผลด้วย เพราะการประเมินผลเป็นการบรรยายทั้งคุณภาพและปริมาณ แต่การวัดผลเป็นการบรรยายถึงปริมาณของพฤติกรรมเท่านั้น
การประเมินผลพัฒนาการ
หมายถึง ความรู้ความเข้าใจของครูที่มีต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการของ เด็กแต่ละคน การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่สำคัญและจำเป็นมากในการจัดการเรียนการสอน
จุดมุ่งหมายการประเมินผลพัฒนาการ
๑. อธิบายสภาพพัฒนาการ และความพร้อมในการเรียนของเด็ก
๒. เพื่อหาข้อมูลไปใช้กำหนดแนวทางในการพัฒนาเด็ก
วัตถุประสงค์ของการประเมินผลพัฒนาการ
๑. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยเกิดขึ้นเนื่องจากความ ต้องการที่จะเข้าใจพัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็กปฐมวัย
๑.๑ พัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็ก ในแต่ละ ช่วงเวลา
๑.๒ ความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงของเด็กเกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
๑.๓ บทบาทและสถานภาพในกลุ่มของเด็ก
๒. ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยจะมีประโยชน์ในการวางแผนการเรียนการสอนและการสอนและการตัดสินใจต่างๆที่มีผลต่อเด็กปฐมวัย
๓. การประเมินผลเด็กปฐมวัยจะช่วยให้ทราบถึง เด็กซึ่งอาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
๔. การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีจุดประสงค์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กโดยมีการรายงานผลและสื่อสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบมีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และข้อมูลไม่ควรมาจากความคาดหวังของครู หรือข้อสรุปกว้างๆ
หลักการประเมิน
๑. การประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องประเมินทุกด้าน
๒. การประเมินผลถือเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง
๓. ผลการประเมินเด็กแต่ละคนควรเก็บเป็นความลับ
๔. การเลือกวิธีการประเมินผลต้องเลือกให้เหมาะสม
๕. การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์
๖. การเปรียบเทียบระดับพัฒนาการเด็กกับเกณฑ์
๗. การเลือกพฤติกรรมที่จะประเมิน
เทคนิคการประเมินพัฒนาการเด็ก
๑. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก( Observation )
๒. การสัมภาษณ์ ( Interview )
๓. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก(Anecdotes )
๔. แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios )
๕. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ(Checklists )
๖. การเขียนบันทึก ( Journal )
๗. การทำสังคมมิติ ( Sociogram )
การสังเกตพฤติกรรมเด็ก(Observation
การสังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตประจำวันอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจมีการสังเกตอย่างเป็นทางการหรืออย่างเป็นระบบ การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในสภาพจริงการจัดชั้นเรียนหนึ่งๆ
องค์ประกอบของการบันทึกการสังเกตพฤติกรรม
๑. การบรรยายเหตุการณ์ สถานการณ์ที่เกิดขึ้น คือการบรรยายเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่อย่างตรงไปตรงมาให้มากที่สุด
๒. ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
๓. การตีความ แปลความตลอดถึงการสรุปพฤติกรรมการเรียนรู้จากข้อมูลที่ได้จากการสังเกต
หลักในการบันทึกการสังเกต
๑. การบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่างๆของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย
๒.การรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงาน ตามลำดับก่อนหลัง
๓.การบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้
ข้อดีของการบันทึกการสังเกต
๑.เด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถในการอ่านและเขียน
๒. เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูกสังเกต หรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่
๓. กิจวัตรประจำวัน หรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง
๔. ช่วยให้ครูได้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก
๕. เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับจากนักการศึกษาปฐมวัยว่าเป็นวิธีที่เหมาะสม
สรุป การบันทึกการสังเกต
บันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบถือเป็นวิธีการพื้นฐานที่สำคัญวิธีหนึ่ง
ในการประเมินผลพัฒนาการเด็กและถ้าผู้สังเกตมีความถี่ถ้วนในการสังเกตมากเท่าไร โอกาสที่ผู้สังเกตจะจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น
ประเภทของการสังเกต
การสังเกตแบบบรรยาย
ระเบียนพฤติการณ์ ( Anecdoctal Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมของเด็กตามที่สังเกตได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ โดยบันทึกหลังจากพฤติกรรมนั้นเกิดขึ้นและเป็นการบันทึกจากความทรงจำ
ข้อสำคัญ ของการสังเกต
จะต้องบันทึกตามพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่แทรกข้อคิดเห็นหรือการประเมินของผู้สังเกต เนื้อหาของบันทึกพฤติกรรมแบบนี้มีส่วนประกอบสำคัญ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดที่ไหน เมื่อไร มีการพูด หรือการกระทำอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ตัวอย่างการบันทึกการสังเกตแบบบรรยาย
ชื่อเด็ก ....ด.ญ. แก้วใจ รักดี ....... อายุ....4...... ปี วันที่.......10 มิถุนายน 2545..............
ผู้สังเกต...นาง……………
เวลา 10.30 น. ในช่วงกิจกรรมกลางแจ้งสังเกตเห็นพฤติกรรมการผลักเพื่อนของด.ญ. แก้วใจ รักดี 3 ครั้ง
ข้อสรุปของครู : จากการสังเกตพฤติกรรมของด.ญ. แก้วใจ รักดี ในวันนี้ เห็นว่าด.ญ. แก้วใจ รักดี มีพฤติกรรม ................ ครูจะต้องปรึกษาและพูดคุยกับผู้ปกครอง
การบันทึกการสังเกตแบบบรรยาย
การบันทึกขณะสังเกต ( Rumming Record ) เป็นการบันทึกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยผู้สังเกตเป็นผู้จดบันทึกขณะที่เกิดขึ้นจริง การจดบันทึกแบบนี้ให้ประโยชน์มากในแง่ที่สามารถสะท้อนให้รู้พฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กอย่างละเอียด ชัดเจน
ตัวอย่างการบันทึกการสังเกตแบบบรรยาย
ชื่อเด็ก : ด.ช.วริศ วรคุณ อายุ 3 ปี วันที่ 2 มิถุนายน 2546.
ผู้สังเกต : นางบังอร บัวศรี สถานที่ ห้องเรียน เวลา 09.30 น. พฤติกรรมที่สังเกต
วริศนั่งกับกฤษที่โต๊ะปั้นแป้งโด วริศนำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว แล้วคลึงเป็นแผ่น สามารถตัดออกมาเป็นวงกลมตามที่ต้องการได้โดยการกดครั้งเดียว และใช้นิ้วมือหยิบเศษแป้งที่อยู่นอกวงกลมนั้นออก
ข้อคิดเห็นวริศมีกล้ามเนื้อเล็กที่แข็งแรง และสามารถใช้มือทั้งสองทำงานประสานสัมพันธ์กันในการปั้น วริศมีสมาธิดี ให้ความสนใจในกิจกรรมอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พูดคุยจนงานเสร็จ
การสัมภาษณ์ ( Interview )
การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็ก หรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกต คือ การสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ
หลักในการสัมภาษณ์
๑. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์
๒. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ
๓. ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟังที่ดี
๔. ขั้นยุติการสัมภาษณ์
ประเภทของการสัมภาษณ์
๑. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ( Structured Interviews ) ผู้สัมภาษณ์จะต้องเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์
๒. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง หรือไม่เป็นทางการ ( Unstructured หรือ Informal Interviews )
เป็นวิธีการที่ใช้มากในการสัมภาษณ์เด็กเล็ก เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าวๆ แต่ไม่ได้จดคำถามให้เด็กตอบทีละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ครูอาจซักถามหรือคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้ การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการถามคำถามและการตอบสนองต่อคำตอบของเด็ก ในขณะเดียวกันผู้สัมภาษณ์จะต้องเป็นผู้ฟังที่ดี มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย หรือวางแผนการสัมภาษณ์มาก่อน และสามารถกระตุ้นหรือถามคำถามให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เข้าสู่ประเด็น
ข้อดีของการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง
สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์มีอิสระมากขึ้นในการถาม ตอบและช่วยให้ครูรู้จักเด็กในชั้นของตนมากขึ้น มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ เด็กบางคนที่ขี้อายหรือพูดน้อยในชั้นเรียน อาจจะช่างพูดมากขึ้นเมื่อมีโอกาสสนทนา พูดคุยกับครูสองต่อสอง ช่วยให้ครูได้ภาพรวมของเด็กมากขึ้น และการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างควรใช้ร่วมกับเครื่องมือประเมินผลชนิดอื่นๆ
ข้อจำกัดของการประเมินผลแบบใช้วิธีการสัมภาษณ์
๑. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์
๒. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม
๓. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์
ที่มีต่อผู้สัมภาษณ์
๔. การตีความและวิเคราะห์ข้อมูล
๓.การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ( Partially Structured Interviews )
นำเอาสองวิธีมารวมกัน
การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก ( Anecdotes
การเขียนเรื่องราวสั้นๆเกี่ยวกับตัวเด็ก จากเหตุการณ์ที่ความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก การเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียนจะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้น
ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับเด็ก
กิจกรรม :กิจกรรมกลุ่มใหญ่
บันทึกพฤติกรรมและคำพูด :ครูนั่งที่เก้าอี้ตัวเล็กที่กลางห้อง เด็กๆทั้งหมดนั่งที่พื้นด้านหน้าของครู ครูวางหนังสือนิทานเล่มใหญ่เรื่อง แม่ไก่แดง ไว้บนที่วางหนังสือสำหรับอ่านให้เด็กฟัง
ครู : วันนี้เราจะอ่านหนังสือด้วยกันนะค่ะ
วิเคราะห์ :การที่น้องโมได้ร่วมกิจกรรมกลุ่มใหญ่ทำให้น้องโมได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนๆ และครู ได้สร้างความรู้สึกว่าตัวน้องโมเองเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียน ได้เรียนรู้บทบาทของผู้นำและผู้ตาม น้องโมได้เผชิญกับประสบการณ์สำคัญหลายข้อ ได้แก่ การร้องเพลง การรับรู้ความต้องการของเพื่อนๆ การเล่าประสบการณ์ของตนเองและการสนุกกับภาษาด้วยการฟังนิทาน
แฟ้มผลงานเด็ก ( Portfolios
แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้มผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง
แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป
ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก
๑. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้
๒. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก
๓. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก
๔. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ
๕. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม
๖. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก
๗.จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทำเพื่อการประเมินผลที่คงที่
๘.จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล
ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก
๑.ผลงานเด็กจำเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ
๒. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน
๓. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด
การทำสังคมมิติ ( Sociogram )
เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม
วิธีการ
การประเมินแบบสังคมมิติมีวิธีการ ๒ วิธี
การทายลักษณะ
การสร้างภาพทางสังคม
การเขียนบันทึก ( Journal )
เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะ
เด็กรายที่ต้องการศึกษา หรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับ
การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็กการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ ในการบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับเด็ก
ในชั้นเรียน
ข้อดีของการเขียนบันทึก
1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตนเอง
2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้ครูเข้าใจเด็กที่สอนมากขึ้น
3. ครูทราบรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนมากขึ้น
ข้อจำกัด
ต้องใช้เวลาในการเขียนบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นซึ่งบางครั้งครู ไม่มีเวลาในการบันทึก
การใช้แบบทดสอบ ( Test )
การใช้แบบทดสอบเป็นการทดสอบเพื่อต้องการทราบความรู้สึกของเด็กปฐมวัยโดยการสร้างสถานการณ์ ( รูปภาพ ) มาถาม แล้วให้เด็กตอบโดยเลือกรูปที่แสดงอารมณ์ต่างๆ กันทั้งนี้เพื่อประเมินความรู้สึกนึกคิดของเด็กที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ เช่น แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านภาษา แบบทดสอบประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา แบบทดสอบประเมินด้านการสังคมแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบ
๑. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ
๒. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ
๓. ความเชื่อถือได้ ( Reliability ) และความเที่ยงตรง ( Validity )
ของแบบทดสอบ
๔. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก
๕. ความเหมาะสมและความสะดวกที่จะนำไปใช้
ประเภทของแบบทดสอบ
แบบทดสอบในระดับปฐมวัยแบ่ง ออกเป็น ๒ แบบ
๑.แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ( Teacher - made )
๒. แบบทดสอบมาตรฐาน ( Standardized test )
ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย
๑. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้นๆ
๒. ครูต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้ มีความเชื่อถือได้( Reliability ) และความเที่ยง ( Validity )
๓. ครูต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็กต้องใช้เครื่องมืออื่นๆด้วย
๔. ครูต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้
๕. กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียว
๖. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือการให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอน และการตีความผลของการสอบ
การใช้แบบบันทึกการประเมินผลพัฒนาการ ( Checklists )
เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก
การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้ แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียว ครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก
ข้อควรระมัดระวัง
ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด
สรุป
เทคนิคการประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัยมีวิธีการต่างๆมากมายหลายวิธี และวิธีการประเมินผลที่ดีควรคำนึงถึงความสนใจของเด็กเป็นสำคัญ คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก และเป็นส่วนหนึ่งของโปแกรมการเรียนการสอน ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก และเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันของเด็ก