“ตองเหลือง” อยู่อย่างไร? ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ - 4/12/2549 <p> </p><p>“ตองเหลือง” อยู่อย่างไร? ท่ามกลางโลกาภิวัตน์
จากน้ำพระทัยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยการดำรงอยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองมลาบรี หรือ “ตองเหลือง” ทั้งความเป็นตัวตนของชนเผ่า และวัฒนธรรมของมนุษย์ยุคหินชุดสุดท้ายของโลก จะถูกทำลายและสูญสิ้นไม่มีให้เห็นอีกต่อไป
จึงทรงมีพระราชดำริให้ ดร.สุวัฒน์ โชคสุวัฒนสกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน หาแนวทางทำให้ตองเหลืองอยู่กับป่า มีวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างรู้เท่าทันโลก โดยพระองค์ทรงมีความห่วงใยในเรื่องสิทธิของตองเหลืองว่า ได้รับความคุ้มครองแค่ไหน เพราะตองเหลืองก็เป็นคนไทยเหมือนกัน มีสิทธิและเสรีภาพเท่ากับคนไทย อย่าให้ใครมาทำลายขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชนเผ่าตองเหลือง
ดังนั้นจึงต้องช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ให้ความเมตตา ความอบอุ่นและให้การศึกษา และส่งเสริมอาชีพให้เขาพึ่งตนเองได้ ซึ่งหลายหน่วยงานก็รับใส่เกล้าฯ นำมาหารือกับภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อดำเนินงานตามแนวพระราชดำริต่อไป
...หนึ่งในนั้น คือ “สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน” หรือ “กศน.” ที่รับสนองพระดำริ เกิดเป็น โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชนเผ่าตองเหลือง(มลาบรี) ที่บ้านห้วยหยวก หมู่ 6 ตำบลแม่ขะนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
นายทวีศักดิ์ สีหราช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดน่าน ผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้หนังสือไทย สำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษชาวไทยชนเผ่าตองเหลือง ได้เล่าให้ฟังว่า
ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดน่าน ได้รับมอบหมายให้ดูแลพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยริเริ่มโครงการชนกลุ่มน้อย หรือชนเผ่าตองเหลือง มาตั้งแต่ต้นปี 2549
“ชนเผ่าตองเหลือง กลายเป็นเป้าสำคัญที่ถูกสังคมมองว่าเป็นผู้ทำลายป่า แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นเพียงผู้ที่อาศัยป่าเป็นบ้าน แต่ทุกวันนี้บ้าน รือป่าของเขาถูกทำลาย จึงอยู่ไม่ได้ต้องออกมาเป็นผู้ใช้แรงงาน รับจ้างพวกเผ่าม้งที่มีความเจริญกว่า เพื่อแลกข้าวแลกอาหาร กับแรงงานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
...หน่วยงานในพื้นที่ต่างตระหนักถึงปัญหานี้ดี จึงรวมกลุ่มกันเข้ามาช่วยพัฒนาชนเผ่าตองเหลือง ให้สามารถดำรงชีวิต ท่ามกลางกระแสสังคมโลกโลกาภิวัตน์ด้วยตนเอง ซึ่ง กศน.เมืองน่าน ได้รับมอบหมายจาก ดร.สุวัฒน์ ให้ดูแลเรื่องการศึกษาสอนรู้จักหนังสือให้เกิดความคิดเป็นของตัวเองให้ได้ โดยได้ทำหลักสูตรการเรียนรู้หนังสือไทยสำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษชาวไทยชนเผ่าตองเหลืองขึ้นมา เพื่อเผ่าตองเหลืองโดยเฉพาะ โดยหวังให้เขาได้เรียนรู้ อ่านออกเขียนได้และรู้เท่าทันคน
“...เมื่อก่อนจะมีคนเอาของใช้ในครัวเรือนมาให้ตองเหลือง เช่น สบู่ ยาสีฟัน ซึ่งถ้าเป็นยาสีฟัน เพียงหลอดเดียวเขาต้องใช้แรงงานให้กับพวกนั้นเป็นแรมเดือน ถ้าเอาหมูมาให้ไม่กี่ชิ้นก็ต้องทำงานทำทั้งเดือนก็ไม่หมดหนี้ เพราะพวกเขาไม่รู้หนังสือ แต่เมื่อ กศน.เข้ามาแก้ปัญหา โดยเอาเครื่องใช้ในครัวเรือนมาให้ และสอนให้รู้จักปลูกพืชผักกินในครัวเรือน ขณะเดียวกันหน่วยงานอื่นๆ ก็ยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่เวลานี้ก็ยังไม่ถือว่าภารกิจของ กศน.จบลงเพียงเท่านี้ ภารกิจที่สำคัญที่เรายังต้องทำต่อไปคือต้องทำให้เขาเกิดการเรียนรู้และสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะตอนนี้ก็ยังมีบางคนเอาเปรียบอยู่แม้จะให้เงินแต่ก็ยังต้องใช้แรงงานเกินกว่าค่าแรงเหมือนเดิม...” ผอ.ทวีศักดิ์ สะท้อน
เรื่องนี้ได้รับการตอกย้ำจาก “สุเรียน วงศ์เป็ง” นักศึกษาปริญญาโท ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์ด้านชนเผ่าตองเหลือง และยังอาสามาเป็นครูในศูนย์การเรียนชุมชนแห่งนี้เล่าว่า
เดิมมีศูนย์สงเคราะห์ชาวเข้ามาทำอยู่ก่อนแล้ว ส่วน กศน.ก็เข้ามาให้ความรู้ตาวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อให้เขาไม่รู้สึกว่าเกิดการเปลี่ยนแปลง ให้เขาทำในสิ่งที่เขามีอยู่ทำอยู่ เช่น การทำย่าม ทำกล้องยาสูบที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กศน.เพียงแต่เข้ามาสอนให้รู้จักดัดแปลงสิ่งที่เขาทำเป็นอยู่แล้วให้มีค่ามากขึ้น เช่น ทำกล้องยาให้เป็นของที่ระลึก เป็นพวงกุญแจ หรือของระดับบ้าน เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็จะสอดแทรกความรู้ให้ด้วย เช่นการดัดแปลงรากไม้ไผ่ที่เขาตัดลำไปใช้แล้วให้เป็นสัตว์ต่างๆ เช่น ม้า แล้วก็สอนเขาว่าเป็นตัวอะไร เขียนหรือสะกดอย่างไร เป็นต้น
“...ชนเผ่าตองเหลือง ไม่มีที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง เพราะต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ วิถีชีวิตประจำวันของพวกเขา คือการออกไปรับจ้างม้งหักข้าวโพด ซึ่งหลายครั้งก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตอนนี้ กศน.เข้ามาก็พยายามจะสอนให้เขารู้ว่าสิ่งที่เราจะมอบให้เขา คือ สิ่งที่เขาจะต้องเรียนรู้แล้วนะ เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนเผ่าอื่น เพราะถือว่าเขาเป็นคนไทยเหมือนกัน บางครั้งเวลาที่เขาออกไปขายสินค้า เขาจะนับได้แค่สิบเท่านั้น ซึ่งเราต้องมาสอนให้เขาเริ่มนับสิบเอ็ด สอบสอง ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เขาได้รู้จักตัวเลขจะได้ไม่ถูกคนอื่นลวง...”
ถึงตรงนี้ได้มีโอกาสพูดคุยกับตองเหลือง ว่าวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โดย “จันทร์ สุชนคีรี” เปิดใจว่า กศน.เข้ามาสอนอาชีพให้ โดยเฉพาะการสอนให้รู้จักหนังสือและค่าของเงิน ถ้าไม่มี กศน.พวกเราก็คิดกันไม่ออก ถ้าไม่มีใครแนะนำพวกเราก็จะออกไปรับจ้างกันเรื่อยๆ โดยจะไม่รู้ว่าค่าแรงที่เขาให้นั้นมีค่าเท่าไหร่ คือเขาให้เท่าไหร่ก็เอา
“...ตอนนี้ก็กำลังหัดดัดแปลงการทำกล้องสูบยาให้เป็นเครื่องประดับในบ้าน และทำเป็นพวงกุญแจ ทำกระเป๋า และอยากให้รัฐบาลหาที่ทำกินให้ เพราะเราไม่มีที่ทำกินเราก็ ต้องออกไปรับจ้างไปเรื่อยๆ เพื่อแลกอาหารเครื่องใช้ในครัวเรือน แต่ถ้าพวกเรามีที่ทำกินก็คงไม่ต้องออกไปรับจ้างพวกม้งอีก...”
ท่ามกลางกระแสสังคมโลกที่ผันแปร “ตองเหลือง” จึงต้องปรับตัวหมุนตามโลก ออกมาเรียนรู้วิถีเพื่อให้ทันเท่าสังคม ฉะนั้น การส่งเสริมให้ตองเหลืองมีความรู้ มีอาชีพทำกิน ก็มิได้หมายความว่า จะผลักดันให้ตองเหลืองทิ้งวิถีหรือวัฒนธรรมการดำรงอยู่ของบรรพบุรุษ
หากแต่ ต้องการให้ตองเหลือง หลุดพ้นจากความเป็นทาสแรงงาน หรือการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้คนในสังคม ที่อ้างตัวว่ามีความศิวิไลซ์ กว่านั้นเอง
ครูสุเรียน สะท้อนปัญหาจุดนี้ว่า “การถูกกดขี่แรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนที่เรากำลังพยายามแก้ไข เพราะรายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากการรับจ้าง ซึ่ง กศน.ก็พยายามเข้ามาสอนด้านอาชีพให้ เพราะการรับจ้างและการที่เขาไม่รู้หนังสือทำให้เขาถูกโกง จึงต้องพยายาหางานให้เขาทำหาตลาดให้ โดยส่งเสริมสิ่งที่เขามีอยู่โดยไม่ให้เขารู้ว่าเรามาเปลี่ยนแปลงเขา
“...ตอนนี้ประชากรตองเหลืองในจังหวัดน่านมี 19 หลังคาเรือน 25 ครอบครัว 147 ชีวิต พวกเขาจะนุ่งผ้าแบบวิถีชีวิตของเขา เราอาจจะดูว่าเขามีความรู้สึกหนาวมั้ย ที่นุ่งห่มเสื้อผ้าน้อยชิ้นแบบนี้ แต่พอสัมผัสจริงๆ พวกเขามีความเคยชินแบบนี้ เป็นคนที่มีอารมณ์ขันสนุกสนานหยอกล้อกัน ซึ่งเป็นความสุขของเขามากๆ ผมดูแล้วมีความรู้สึกว่าเขามีวิถีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอแต่มีอาหารให้เขากินเพื่ออยู่รอดไปวันๆ ก็พอเพราะอยู่บนนี้แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย...” ครูสุเรียน ทิ้งท้าย
นี่เป็นเพียงอีกตัวอย่างของชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย ที่ได้รับการดูแลคุณภาพชีวิตและส่งเสริมการศึกษา โดยมีเพื่อนการเรียนรู้อย่าง กศน.อยู่เคียงข้าง
http://www.siamrath.co.th/Education.asp?ReviewID=158753</p>