จากการวิพากษ์ วิจารณ์หนังสือเรื่อง The upside of Irrationality เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม 2553 โดยมีท่านอาจารย์อนุรัตน์ ก้องธรนินทร์ และคุณทอม (สัณฐิติ) เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ ผลที่ได้จากการวิจารณ์และสามารถหยิบเอาประโยชน์จากการร่วมกันวิจารณ์หนังสือเรื่อง The upside of Irrationality อาจอนุมานได้ว่า “เงิน” ไม่สามารถใช้ได้ดี หรือมีประสิทธิภาพตามความต้องการ กับผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และผู้ที่มีประสบการณ์ได้ และยังทำให้เห็นคำว่า มูลค่า ซึ่งนำไปสู่ การเพิ่มมูลค่า จนกระทั่งถึงคำว่า คุณค่า และมูลค่าของความเป็นมนุษย์ กล่าวคือ มนุษย์เป็นสุดยอดของสิ่งมีชีวิตในทุกๆ เผ่าพันธุ์ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวเองได้เป็นอย่างดี ภายใต้สภาวการณ์ต่างๆ การตัดสินใจต่างๆ ของมนุษย์ขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึก มากกว่าความมีเหตุผล ซึ่งถ้ามนุษย์มีจิตรู้สำนึกที่เป็นบวก การตัดสินใจของมนุษย์ก็จะตัดสินใจภายใต้จิตใต้สำนึกที่เป็นบวก ในทางตรงกันข้ามถ้า Input จิตรู้สำนึกที่เป็นลบมนุษย์ก็จะตัดสินใจภายใต้จิตใต้สำนึกที่เป็นลบ ทั้งนี้ผมยังชอบวลีของ Joseph Stalin ประโยคหนึ่งในหนังสือเล่มนี้คือ “One man’s death is a tragedy, but a million deaths is a statistic.” จากประโยคนี้อีกเช่นกัน เราจะมองเห็นได้ว่า “มนุษย์ ก็ไม่มีเหตุผลเสมอไป” เช่นกัน ทั้งยังทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ เช่น เหตุผลของการตัดสินใจระยะสั้น เพื่อให้ระยะยาวได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งบางกรณีของการตัดสินใจ ณ เวลาปัจจุบัน อาจจะมองไม่เห็นประโยชน์ ณ ปัจจุบัน แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ประจักษ์ได้ในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะเขียนยกตัวอย่าง และพูดถึงเรื่องส่วนตัวมากไปหน่อย และอาจมีนักวิชาการบางส่วนโต้แย้งแนวความคิดของผู้เขียน แต่สำหรับผมแล้ว มองว่าเป็นความท้าทายอย่างแรง กับ “แนวคิดดั่งเดิม” ของ “นักพัฒนาจิตวิทยาทรัพยากรมนุษย์” และ/หรือ อาจมีบทพิสูจน์ต่อยอดสำหรับอนาคตของสังคมมนุษย์ก็เป็นได้ครับ

ผมมีเรื่องสั้นมาฝากครับ....เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปนั่งทานอาหารญี่ปุ่นที่ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ปทุมธานี หลังจากได้ไปช่วยเพื่อนวางระบบโรงงานแถวอยุธยา ในขณะที่ผมทานอาหารอยู่นั้น มีร้านๆ หนึ่งจุดประกายให้ผมได้มีความคิดว่า “นี่ถ้าคนไทย 20 เปอร์เซ็นต์ คิดได้อย่างนี้ ผมว่าอนาคตประเทศไปได้ดีกว่านี้แน่” เพราะมีร้านหนึ่งชื่อ “K.N. Shoku Sushi” กล่าวคือ ร้านดังกล่าวเป็นร้านที่อยู่บริเวณทางเดินในห้างฯ ผู้ซื้อจะต้องห่อกลับบ้านเท่านั้น ขายดีมากจนน่าให้สรรพากรเข้าไปตรวจสอบภาษีครับ ทำไมผมถึงบอกว่าถ้าคนไทยคิดได้อย่างนี้ อนาคตประเทศสดใสแน่ ก็เพราะเขาเอาข้าวมาปั้นเป็น Sushi แล้วขายอันละ 5 บาท ลองคิดดูซิครับข้าวไทยกิโลกรัมละ 25 บาท เอามาแปลงร่างเป็น Sushi ขายคำละ 5 บาท จะช่วยให้ GDP ของประเทศอยู่ที่เท่าไหร่ ใช้ระยะเวลาขายตั้งแต่ 10.00 น. ถึงประมาณ 20.00 น. สินค้าหมด? ไม่มีการทำเพิ่ม จะซื้อต้องรอพรุ่งนี้ สาเหตุที่ผมนำมาเล่าให้ฟังเพราะ มองว่าของทุกอย่างที่เรามีอยู่นั้น จริงๆ แล้วมันมีมูลค่าในตัวมันเองทั้งสิ้น เพียงแต่เรา พวกเรา และทุกๆท่าน จะมีกรรมวิธีในการเพิ่มมูลค่าได้แค่ไหน ซึ่งก็สอดคล้องกับคำกล่าวของอาจารย์จีระ ที่กล่าวถึงบ่อยๆ จนพวกเรารู้สึกกระตุ้นต่อมความคิดเสมอๆ ว่า Value และ Value Add ครับ.