สิ่งที่ได้นำเสนอในประเด็นการวิจารณ์หนังสือ เรื่อง The upside of irrationality โดย Dan Ariely

                จากที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาบทที่ 7 – 8 ของหนังสือ The upside of irrationality และได้สรุปและนำเสนอในประเด็นการวิจารณ์หนังสือเมื่อวันอาทิตย์ที่    22 ส.ค. 53 ดังนี้

                ผู้เขียน Dan Ariely นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมจากมหาวิทยาลัย Duke ได้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงในชีวิตของเขาเพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับนำมาใช้ในการปรับตัวเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และการทำงาน ดังตัวอย่างจากที่ผู้เขียนประสบอุบัติเหตุ ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างยาวนาน ซึ่งสิ่งที่เขาต้องเผชิญมันช่างย่ำแย่ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ซึ่งเกิดจากความเจ็บปวดจากการรักษาแผลไหม้ตามร่างกาย และสภาพร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม แต่เขากลับมองโลกในแง่บวกโดยการคิด วิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ / สถานการณ์บางอย่างที่เคยทำในอดีต กับปัจจุบันเพื่อพิจารณาทางเลือกในการตัดสินใจ

          ดังเช่นกรณีการตัดสินใจของสุภาพสตรีที่เคยออกเดทในช่วงก่อนที่เขาได้รับบาดเจ็บและหลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บจนทำให้รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลงไป (ไม่เหมือนเดิม)  ซึ่งเขาคาดการณ์เหตุผลการเลือกของสุภาพสตรีดังกล่าวว่าถ้าเขาไปชวนออกเดทคงไม่มีใครเลือกที่จะออกเดทกับเขา นั่นเท่ากับว่า“ค่านิยมทางการตลาดของเขาได้ลดน้อยลงไปอย่างมาก” จะเห็นได้ว่าจากเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตของเขานำไปสู่การการสร้างหลักการ/วิธีการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และการทำงานในองค์กรต่าง ๆ  โดยเฉพาะในเรื่อง “การปรับตัว” ให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ บนฐาน “การมองโลกในแง่ดี

  ประโยชน์ที่ได้รับจากหนังสือ The upside of irrationality :

                1) จากการที่มนุษย์ทุกคนย่อมมีความไร้เหตุผลอยู่บ้างในบางเวลา บางสถานการณ์ แต่ความไร้เหตุผลเหล่านั้นมิใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะความไร้เหตุผลมีประโยชน์กับตัวเราได้เช่นกัน ถึงแม้บางครั้งเรามองข้ามไปแต่หากเรามองให้ลึกซึ้งแล้วจะพบว่าความไร้เหตุผลนั้นบางครั้งจะช่วยให้คนเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เราอยู่ได้ ดังที่ Dan Ariely ได้กล่าวไว้ในหนังสือ

                2) ประสบการณ์ความเจ็บปวดทั้งจากทางร่างกายและจิตใจ หรือประสบการณ์ที่ย่ำแย่ของชีวิตของคนเราหากตัวเรามองโลกในแง่ดี จะสามารถที่จะเปลี่ยนจากวิกฤติ ให้เป็นโอกาสได้ และจะช่วยให้ปรับตัวเข้ากับสังคมอย่างมีความสุขได้

                และที่สำคัญ...

                3) ทำให้เข้าใจเหตุผลและข้อดีของความไร้เหตุผลที่เป็นธรรมชาติของคนทุกคนอย่างแท้จริงโดยที่หากเราเข้าใจแล้วจะสามารถหาทางรับมือหรือจัดการกับความไร้เหตุผลเหล่านี้ในทางที่สร้างสรรค์และลดผลกระทบเชิงลบต่อตัวเองและสังคม แทนที่จะพยายามหาทางเปลี่ยนธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งยากที่จะเปลี่ยนได้ ดังคำกล่าวของ “อริสโตเติล”  ที่ว่า “1) จงทำกับคนเนในสิ่งที่เราอยากให้คนอื่นทำกับเรา และ   2) จงหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ กับคนอื่น ในสิ่งที่เราไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา
                ดังนั้น การอยู่ร่วมกันระหว่างบุคคลในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ ผู้ตาม ย่อมต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ร่วมงานกันได้ แต่การที่จะปรับตัวได้ดีนั้นทุกฝ่ายจะต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน คือ รู้และเข้าใจถึงความคาดหวัง / ความต้องการของกันและกันผู้นำต้องเข้าใจด้วยว่าผู้ตาม / ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องการสิ่งใดจากการทำงาน ผู้ตาม / ผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ต้องเข้าใจด้วยเช่นกันว่า ผู้นำ / ผู้บังคับบัญชาคาดหวัง/ต้องการสิ่งใดจากการบริหารงาน ซึ่งหากทั้งสองระดับเข้าใจซึ่งกันและกันด้วยดีแล้วย่อมนำพาองค์กรเดินทางไปสู้จุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่น