ที่โรงเรียนชาวนา สุพรรณบุรี เขากำหนดพันนี้ครับ
จบประถม คือชาวนา ที่เลิกใช้ยาฆ่าแมลงได้
จบมัธยม คือชาวนา ที่เลิกใช้ปุ๋ยเคมีได้ หมายถึงว่ารู้จักวิธีบำรุงดิน และมีความรู้สร้างปุ๋ยใช้เองได้
จบมหาวิทยาลัย คือชาวนา ที่สามารถผลิตพันธุ์ข้าวเองได้ ผสมพันธุ์ข้าวเองได้
ตอนผมเรียนเกษตรในระดับมหาลัย มีเหตุการณ์ที่แปลก คือ ในสายเอ็นสะท้าน นั้น เด็กคณะเกษตรปี 1 ค่อนข้างจะสับสนในชีวิตหลายคน คืออย่างนี้ครับ ระหว่างเรียนก็ลาออกไปบ้าง พอจบเทอมก็เตรียมตัวเอ็นกันใหม่ เพราะว่าอะไร?
เพราะตอนสมัยนั้น การสอบเข้ามหาลัย เขามีลำดับการเลือกคณะที่เลือกเข้า ท้ายสุด คือ คณะกันเหนียวเข้าเรียนมหาลัยเอาไว้ก่อน คณะเกษตร จึงเป็นคณะกันเหนียว สิ้นปีการศึกษา เด็กหายไปหลายคน ไปเรียนที่อื่นอีก
อีกเหตุการหนึ่ง คือ ในระดับวิทยาลัย เด็กเกษตรจำนวนไม่น้อยที่จบออกไป ต้องไปเป็นเซลล์แมนขายเคมีภัณฑ์ อาหารสัตว์ ปุ๋ยเคมี อีกหลายคน ก็ไปเป็นพนักงานขายในร้านสะดวกซื้อ
เหตุการณ์เล็กๆ (แต่มีมาก) คงเป็นดัชนีบางอย่างว่า ทำไมโลกยิ่งพัฒนา ภาคเกษตรกรรม ยิ่งแย่
คงไม่ใช่เพราะวิธีเรียน วิธีสอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังโยงไปถึงความคิด ความเชื่อ ของคนในสังคม (ส่วนใหญ่) ที่เป็นแรงผลักให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ ถ้าลูกบ้านไหนเรียนจบมา แล้วกลับมาทำเกษตรที่บ้าน จะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีเกียรติ ไม่เหมือนลูกบ้านที่เขาจบแล้ว ไปทำงานในสำนักงานดูดี มีเกียรติ
การศึกษาภาคเกษตร เลยต้องกลายเป็น "วิชาแพะ" ไปเสียนี่
ประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาภาคเกษตรกรรม กี่แห่ง กี่คณะ กี่ภาควิชา แต่ละปีผลิตบัณฑิตจำนวนกี่คน
approach ของการจัดการหลักสูตรของแต่ละสาขาอาชีพ จึงน่าจะต้องต่างกัน คนเรียนเกษตร เรียนแบบเดียวกับนักเรียนสาขาการตลาด มันเลยออกมาแปลกๆ เพราะว่ามองอะไร เป็นกำไร-ขาดทุนไปหมด
ลองมองลูกเกษตรกร ที่มีใจอย่างทำเกษตรอย่างพ่อ แต่ไม่มีปัญญาเรียน เพราะพ่อไม่มีปัญญาส่ง ให้โอกาสเด็กพวกนี้ ติดอาวุธวิธีการพัฒนาภาคเกษตรจริงๆ (ไม่ใช่เรียนเพราะใบปริญญา) ให้พวกเขา เชื่อมโยง"วิชาของพ่อ" ที่บ้าน กับ "วิชาครู" ที่โรงเรียน แล้วส่งกลับเข้าชุมชนที่เขามา และไม่ลืมที่จะใช้กิจกรรมของพวกเขาเป็นฐานการเรียนรู้ ของนักเรียนรุ่นต่อๆไปด้วย น่าจะลดคำถามที่ว่า "จะมีซักกี่ครุย ที่ลุยโคลน" มาติดเอาไว้ที่หน้าสถานศึกษาอีก
เข้าซอยไปลึกเลย อาจจะไม่ตรงประเด็นบันทึกของเม้งแบบตรงๆนะครับ