สวัสดีครับชาว Blog ทุกท่าน
จากการที่ได้ติดตามรายการ “โลกาภิวัฒน์กับเศรษฐกิจพอเพียง” ทางช่อง 11 ที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2549 เป็นต้นมานั้น ซึ่งวาทะของแต่ละท่านที่ร่วมรายการมีประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะวาทะของ ศ.ดร.จีระ หงษ์ลดารมย์ที่ว่า “ความพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่พัฒนา”ก็ดี หรือวาทะของท่านประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก็ดี วาทะของท่าน ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้ที่คร่ำวอดและผู้รับสนองพระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเราก็ดี หรือแม้แต่ท่าน ศ.นพ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี รวมทั้งวาทะท่าน ดร. จิรายุ อิศรางกูรฯ และท่านโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัฐ ก็ดี ซึ่งแต่ละท่านล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึ้งซึ้ง หลัก“เศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy) เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดรวมถึงการพัฒนาและบริหารประเทศ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ (ที่มา : www.sufficiencyeconomy.org)
ซึ่งแม้กระทั่งฝรั่งมังค่า อย่างมาร์ติน มีลเลอร์ ชาวอังกฤษที่มาลงหลักปักฐาน ลงมือนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้อย่างเอาจริงเอาจังในจังหวัดขอนแก่น ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้กับระบบเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับโดยส่วนตัวผมมีความเห็นว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงนั้น หาใช่การแบ่งแยกระหว่าง “คนจน”กับ “คนรวย” ไม่ หาใช่การหยุดความเจริญก้าวหน้า การพัฒนา รวมทั้งการแข่งขันไม่ หากแต่ “หลักเศรษฐกิจพอเพียง” นั้น เป็นการนำหลักการบริหารที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ยินอยู่เนือง ๆ และปฏิบัติเป็นประจำก็คือ P-D-C-A คือ
P=Plan คือการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอกของตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศ ที่เราเรียกว่า “SWOT Analysis” หรือเป็นการตรวจสอบตนเองจน “รู้เขา รู้เรา” นั่นเอง แล้วจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางการเดินของตนเองอย่างรอบคอบ ก็คือ D = Do การลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมสำเร็จตามเป้าหมายที่ไม่เกินตัว ไม่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง หรืออาจจะเทียบได้กับภาษิตที่ว่า “เห็นช้างขี้ อย่าขี้ตามช้าง” นั่นเอง รวมทั้งหมั่นตรวจสอบผลการทำงานของตนเอง (C=Check) อยู่เสมอ ๆ โดยไม่ต้องให้ใครมาคอยติดตามตรวจสอบเพื่อให้สามารถประคองตนเองให้เข้มแข็ง อยู่รอดและเติบโตได้ภายใต้ความโปร่งใส มีคุณธรรม จริยธรรม (Good Governance) ในการอยู่ร่วมกัน และหากมีมื่อพบว่าสถานการณ์ใด ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งทางการบริหารหรือการประกอบสัมมาอาชีพของตนเองไม่ว่าในภาคเกษตร ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาคมโลกก็ตาม เราก็สามารถปรับเปลี่ยนแผนการทำงาน โดยวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุหรือผลกระทบที่แท้จริง ถ้าใช้หลักวิชาการหน่อยก็อาจวิเคราะห์โดยใช้ผังก้างปลา (Fish Bone Diagram) ไม่ว่าเป็นก้าง 4 M คือ Man Machine Money หรือ Method หลักนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ ถ้าเราเข้าใจและนำมาใช้อย่างจริงจัง เมื่อเรารู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร ตัวเราเป็นเช่นไรแล้ว และทิศทางต่อไปของเราเป็นเช่นไร เราก็สามารถดำเนินการ (A=Act) ต่อไปได้อย่างรอบคอบ และเราจะอยู่รวดและเติบโตได้อย่างมั่นคง ซึ่งผมแม้ว่าหลายท่านอาจไม่เห็นด้วยกับทัศนะของผม ท่านผู้ทุกท่านอาจกำหนดแนวคิด ทิศทางของตนเองขึ้นมาได้ภายใต้ความหมายของ “ทางสายกลาง คำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระทำ” นั่นแหละคือสิ่งซึ่งเรานำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์
สุดท้ายขอเชิญชวนทุกท่านได้ติดตามเรื่องราว "เศรษฐกิจพอเพียงกับโกภิวัฒน์" ต่อไปและร่วมแบ่งปันความรู้ต่อไปด้วยครับ
ด้วยความปราถนาดีและเคารพยิ่ง