กราบเรียนท่านอาจารย์ รมต. ยงยุทธ และท่านอาจารย์คุณหมอวิจารณ์ที่เคารพ

 

ผมมีความประทับใจที่ท่านอาจารย์วิจารณ์ได้มีความคิดที่จะสร้างโอกาสจากประสบการณ์ปัญหาพื้นทางของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในฐานะที่เป็นอุปนายกของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ผมได้ติดตามและได้รับข้อมูลจากกรรมการของเราที่ส่งไปช่วยคลี่คลายปัญหาเรื่องนี้  ก่อนผมจะให้ความเห็นต่อท่านอาจารย์วิจารณ์ เรื่องการถือว่า ปัญหาของสนามบินสุวรรณภูมินี้เอง คือ IC - Intellectual Capital ของประเทศเราจะเปลี่ยนปัญหาให้กลายเป็นโอกาสได้หรือไม่ ผมขอสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นภาพรวมก่อนนะครับ

 

ปัญหาพื้นทางที่เกิดขึ้น เป็นประเด็นปัญหาอะไรได้บ้าง

 

ปัญหาเรื่องเท็คนิคที่ทันสมัย ในเรื่องนี้ คือ ขบวนการเร่งรีดน้ำส่วนเกินออกจากดินอ่อน เพื่อเปลี่ยนสภาพดินอ่อน (Soft Soil) ให้มีความแข็งแรงพอเหมาะกับการรับน้ำหนักในการใช้งานได้ ไม่ปรากฎว่า เรื่องแทกซี่เวย์ร้าว เป็นปัญหาของขบวนการนี้แต่อย่างไร พิสูจน์จากการเปิดพื้นทางยางมะตอยจนถึงชั้น พื้น cement-treated base (CTB) นที่ปรับปรุงแล้ว พบว่า มีสภาพสมบูรณ์และไม่มีการทรุดตัวเพิ่มที่มีสาระสำคัญ (สองปีที่อยู่ในขบวนการเร่งรีดน้ำออก พื้นทรุด 180 ซม สองปีหลังขบวนการเสร็จแล้ว พื้นทรุดเพียง 3 ซม)สรุป ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค

 

ปัญหาเรื่องการจัดการ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ปัญหาการจัดการ ช่วงการพัฒนาแบบและการก่อสร้าง และ ปัญหาการจัดการบริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

 

ปัญหาเรื่องการจัดการ ระหว่างการพัฒนาแบบและการก่อสร้าง เนื่องจากมีการแบ่งหน้าที่ ผู้ออกแบบระบายน้ำ (drainage engineer) ออกจาก ผู้ออกแบบพื้นทาง (airfield pavement engineer) นี่คือ จุดอ่อนของปัญหาเรื่องนี้วิศวกรพื้นทางออกแบบพื้นทาง Asphalt Concrete โดยตั้งสมมติฐานว่า การระบายน้ำผิวดิน (runoff rain water) จะไม่มีน้ำที่สามารถแทรกซึม ลงไปที่ชั้นทรายถมปรับระดับเหนือดินที่ปรับปรุงแล้ว ที่รู้จักกันว่า ผ้าห่มทราย (sand blanket) ดังนั้น ผู้ออกแบบพื้นทางจึงไม่ได้ออกแบบให้น้ำที่ลอดไปขังในผ้าห่มทราย ได้มีทางระบายออกได้ ส่วนผู้ออกแบบระบายน้ำ ก็เน้นแต่การระบายน้ำฝนเหนือดิน โดยไม่เข้าใจว่า ผิวหน้าของ airfield มีหลายส่วนที่ไม่ได้ปูยางมะตอย (unpaved) ถ้าผิดพลาด เกิดน้ำท่วม เนื่องจากฝนตกหนักระบายไม่ทัน หรือ น้ำล้นจากคลองระบาย น้ำก็จะแทรกซึมไปขังในผ้าห่มทรายได้

 

ปัญหาการบริหารน้ำในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การบริหารน้ำต้องเริ่มทำตั้งแต่สร้างพื้นทางเสร็จ แต่ดูเหมือนว่า จะเริ่มบริหารน้ำหลังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดแล้ว เชื่อกันว่า น้ำสะสมขังในผ้าห่มทรายมานานก่อนสนามบินเปิดแล้ว ที่ไม่มีอาการ เพราะพื้นทางยังไม่ได้รับน้ำหนักจากล้อเครื่องบินเป็นประจำเช่นเมื่อสนามบินเปิดแล้ว ชั้นผ้าห่มทรายคิดเหมือนเป็นฟองน้ำ ถ้าไม่มีแรงกด น้ำก็ยังอยู่ในผ้าห่มทราย ไม่แทรกซึมรอยต่อของ CTB ไปสู่พื้นทางยางมะตอย

               

ส่วนเรื่องที่ท่านอาจารย์จะนำประสบการณ์ที่เป็นปัญหาให้เป็นโอกาส ผมเชื่อว่า ความคิดแบบบูรณาการ ในการออกแบบก่อสร้างและบริหาร สนามบิน เป็นเรื่องสำคัญ และนี่คือปัญหาของการเกิดแตกร้าวในแทกซี่เวย์ (ต้องขอย้ำว่า runway ไม่มีปัญหา เพราะ runway มีไหลทางที่มีทรายซีเมนต์ ป้องกันน้ำไม่ให้ซึมลงส่วนนี้ และ runway อยู่ในระดับที่สูงกว่า taxiway) ประสบการณ์นี้ เมื่อมีข้อยุติในการแก้ปัญหาแล้ว น่าจะต้องมีการบันทึกไว้ ให้เป็นขุมความรู้ของคนไทยต่อไป ส่วนเทคนิคในการปรับปรุงดินโดยการเร่งรีดน้ำ ได้มีการนำไปใช้ในการสร้างถนนสายต่างๆ และนำไปใช้ปรับปรุงดินในสนามบินชางกีด้วย เทคโนโลยีนี้ แท้จริงเกิดจากการวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ประมาณต้นๆ 1980s และมีการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติจนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้ว แต่การนำไปใช้งาน เท็คโนโลยีอย่างเดียวไม่พอ การบูรณาการด้านอื่นๆที่เข้าใจเท็คโนโลยีและมีความสอดคล้องกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก

  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ถ้าผมจะมีส่วนช่วยให้ข้อมูลและความรู้ในเรื่องนี้ ก็ยินดีปวารณาตัวด้วยครับ </p>  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">ศ. วรศักดิ์ กนกนุกุลชัย</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">คณบดี สำนักวิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยี</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">สถาบันเท็คโนโลยีแห่งเอเชีย </p><p> </p>