แถวนี้ครูบาอาจารย์เยอะครับ ถ้าให้เกียรติผู้อ่านท่านอื่นๆโดยใช้ภาษาสุภาพก็จะดีนะครับ
ผมเขียนไว้ก่อนนี้ที่ไหนสักที่ใน G2k ว่าคำตอบที่ดีไม่ได้ขึ้นกับทางเลือก แต่ขึ้นกับผู้สังเกต; ทางเลือกที่เราคิดแล้วว่าดี ถูกต้องตามมโนธรรม เป็นไปตามทฤษฎี แล้วใครๆ ก็เห็นด้วย กลับเป็นคำตอบที่ไม่ถูกใจสำหรับผู้เสียประโยชน์เสมอ
ถ้าตอบในบริบทของ CSR ซึ่งเป็นเรื่องขององค์กรธุรกิจว่า "ควรปล่อยเขาให้เป็นอย่างที่เป็นอยู่ครับ แล้วเลือกทางออกที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน แต่ที่แน่ๆ คือจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง!"
การเลือกบุคลากรเข้ามาอยู่ในองค์กร คงจะไม่สามารถตอบได้ชัดว่าใครเป็นอย่างไรในเวลาที่สัมภาษณ์ไม่กี่นาที แต่เราจะรู้ว่าใครดีหรือไม่ดีอย่างไร ก็ด้วยการปฏิบัติจริง หมั่นสอบทานสิ่งที่เขาเป็นกับสิ่งที่เขาคิดว่าเขาเป็น คลุกคลี ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้โอกาส กระตุ้น ส่งสัญญาณต่างๆ อย่างจริงใจและจริงจัง
แต่ถ้าทำทั้งหมดแล้ว พบว่าผู้นั้นมีมิจฉาทิฏฐิ (พวกแรก) หรือไม่ถนัดในการนำเอาสติปัญญามาใช้ในการงาน (พวกที่สอง) หรือไม่สามารถกระตุ้นตนเอง-ท้อถอยง่ายเกินไป (พวกที่สาม) ก็ต้องมาถามตัวเองในฐานะที่เป็นนาย ซึ่งมีหน้าที่จัดการทรัพยากรต่างๆ อย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูง ว่าคุ้มค่าหรือไม่ จะจัดการอย่างไรต่อไป
การเลิกจ้างด้วยเหตุผลว่าไม่คุ้ม ใครๆ ก็ตอบได้ ไม่ต้องเรียนสูงๆ ก็ตอบได้ แต่ผมคิดว่าง่ายไปครับ
พวกที่มีมิจฉาทิฏฐิ แม้จะมีคุณลักษณะด้อยเป็นธรรมชาติ แต่บางที อาจจะเหมาะกับ (ถ้ามี) งานที่ไม่ต้องติดต่อกับใคร (ไม่ทำให้สังคมรอบตัวเสียไปด้วย)
พวกที่ไม่กล้าคิด ก็ยังทำงานตามคำสั่งได้ (ใช้แรงงาน)
ส่วนพวกถ่านหมดง่ายนี่ บางทีการแบ่งงานเป็นท่อนเล็กๆ จะช่วยให้เขาบรรลุความสำเร็จได้ง่ายขึ้น เกิดความภูมิใจในตัวเอง และมีความมั่นใจมากขึ้น
การบริหารจัดการไม่มีคำตอบสำเร็จ และไม่ใช่การทำข้อสอบปรนัย คือไม่ต้องเลือกจากทางเลือกที่เสนอมาครับ
คนเราไม่เหมือนกัน แต่จุดอันตรายสำหรับคนเป็นนายคือ ตั้งความคาดหวังว่าทุกคนจะเป็นเหมือนตน ซึ่งจะทำให้หน่วยงานขาดความแตกต่าง ทำงานได้เฉพาะอย่าง ด้วยต้นทุนที่สูงเกินไป (ถ้าทุกคนเหมือนกันหมด แล้วจะจ้างไว้ทำไมเยอะแยะ) -- เหมือนกับปัญหาว่าเราข้ามกำแพงมาแล้ว จะทำอย่างไรกับพวกที่เหลือล่ะครับ