ขอจงมาเถิด

บุคคลผู้รู้ความ ไม่เป็นคนโอ้อวด ๑

ไม่มีมายา ๑

เป็นคนซื่อตรง ๑

ขอจงมาเถิด เราจะบอกกล่าว เราจะแสดงธรรม

เมื่อปฏิบัติตามคำที่เราบอกแล้ว

ไม่นานก็จะรู้เอง จะเห็นเอง

จะหลุดพ้นจากเครื่องผูก คือ อวิชชาไปได้

อวิชชา หมายถึง “ความหลงไม่รู้จริง” “ภาวะที่ปราศจากความรู้” ความรู้ในที่นี้หมายถึงความรู้จริงความรู้ถูกต้อง ปกติสัตว์ทั้งหลายจะอยู่โดยไม่มีความรู้อะไรเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ผิดก็มีค่าเท่ากับไม่รู้

เป้าหมายของการประพฤติพรหมจรรย์

“.....บัณฑิตทั้งหลาย! พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ....

มิใช่ ! เพื่อหลอกลวงคนให้นับถือ

มิใช่ ! เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร

มิใช่ ! เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ

มิใช่ ! เพื่ออานิสงส์จะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือเพื่อค้านลัทธิอื่นใด ให้ล้มไป

และมิใช่ ! เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่าเราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้นก็หามิได้

บัณฑิตทั้งหลาย!....ที่แท้พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ เพื่อสำรวม เพื่อละ

เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์สนิท....”

อริยสัจ ๔ (ความจริงอันประเสริฐ)

๑. ทุกข์ ...ทุกข์ คือความไม่สบายกาย ไม่

สบายใจต่าง ๆ เพราะเป็นของทนได้ยาก

๒. ทุกขสมุทัย ...สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

ได้แก่ตัณหาความทะยานอยาก

๓. ทุกขนิโรธ ..นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่

ดับตัณหาได้หมดสิ้น

๔. ทุกขนิโรธคามินีปฎิปทา ... มรรค คือ ข้อปฎิบัติให้ถึงความ

ดับทุกข์ ได้แก่มรรค์มีองค์ ๘

ความทะยานอยาก หมกมุ่นในกามคุณ ๑

การปฏิบัติเพื่อทรมาณหรือเบียดเบียนตัวเอง และผู้อื่นให้เดือนร้อน ๑

...การกระทำทั้งสองอย่างนี้ ...มิใช่หนทางแห่งการพ้นทุกข์

“บุคคลผู้มีสติ ยังไม่พ้นเวร การควบคุมสติเพื่อให้เกิดปัญญารู้ชัดตามสภาวะ

ธรรมที่แท้จริง จึงได้ชื่อว่า ผู้พ้นบ่วงแห่งมาร”

“ม้าพันธุ์ดี..โดนแส้เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมวิ่งแล่นไปถึงเส้นชัย

บุคคลผู้รู้การเกิดนี่เป็นทุกข์เพียงแค่ครั้งเดียว ย่อมเข้าถึง..นิพพาน”

โลกุตระธรรม ทั้ง ๙

นิพพาน นั้นคืออะไร

ผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นมีอยู่ ผู้นั้นย่อมไปได้ไม่ถึงนิพพาน

แต่หากผู้ใดกล่าวว่านิพพานนั้นไม่มีอยู่ ก็จะหาหนทางเข้าสู่นิพพานไม่ได้

นิพพานนั้นไม่มี เราสมมุติชื่อมันว่า นิพพาน

นิพพาน นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ธรรมทาน วิญญาณธาตุ พรหมโลก

อามิสทาน อากาศธาตุ เทวโลก

อภัยทาน ธาตุดิน มนุษย์

ธาตุน้ำ อบายภูมิ

ธาตุลม

ธาตุไฟ

ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ คือ ร่างกายเรา

อากาศธาตุ คือ อากาศรอบตัวเรา

วิญญาณธาตุ คือ ธาตุรู้

ธรรมทาน นั้นมีอานิสงส์สูงสุด เวลาตัวเราแสดงธรรม (ตัวเรา หมายถึง ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ)

ธาตุที่ออกจากกายเรานั้นคือ ธาตุลม เมื่อธาตุลม ออกมาจากร่าง ก็สลายตัวออกไปกับอากาศธาตุ ธรรมนั้นก็กลายเป็นอนัตตา นั้นหมายความว่า สภาวะโลกกับสภาวธรรมนั้นย่อมไปในทางเดียวกัน ท้าวเวชสุวรรณมีสมุดบันทึกบัญชีอยู่เล่มหนึ่ง ด้านหนึ่งบันทึกความดี อีกด้านหนึ่งบันทึกความชั่วของคนๆ หนึ่งไว้ เมื่อธรรมกลายเป็นอนัตตา หรือสลายตัวไปในบรรยากาศโลก วิญญาณที่เป็นตัวรู้ก็ไม่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมุดบันทึกบัญชีของท้าวเวชสุวรรณได้ เมื่อตัวเราตายไป ก็สลายตัวกลับสู่สภาวะโลก (คือการสลายตัว ของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ) เมื่อวิญญาณไม่มีธาตุตัวรู้ที่จะไปเกิดยังภพภูมิต่างๆ วิญญาณนั้นก็ดับลง เมื่อวิญญาณดับลง จิตก็ดับตาม นี่คือวิธีการที่พระพุทธเจ้าใช้ในการเข้าสู่นิพพาน คือ การใช้จิตที่บริสุทธิ์และวิธีการสั่งสอนคนเพื่อให้เป็นคนดีนั่นเอง เป็นการส่งต่อระหว่างขันธ์ต่อขันธ์ เพราะสุดท้ายทุกคนย่อมตายเหมือนกัน

นี่คือวิธีการที่ลบรูปลบนาม ดับสนิทไม่มีส่วนเหลืออย่างแท้จริง

ดท้ายก็กลายเป็นการหลับสนิท ไม่ตื่นขึ้นมาพบกับความทุกข์อีก

เปรียบเหมือนเวลาที่เราอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อเราไม่ทำความดี ภูมิที่ดีก็ไม่มีให้เราไปเกิด (หมายถึง ภูมิของชั้นเทวดาและชั้นพรหม) หากเราไม่ทำความชั่ว ก็ไม่ตกไปยังอบายภูมิ แต่จะทำอย่างไรเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ พระพุทธเจ้าก็เลยให้เราอยู่โดยการเดินทางตามมรรคมีองค์ ๘ ก็คือทางแห่งการพ้นทุกข์

๑. ความเห็นถูกต้องที่จะเดินตามอริยสัจ ๔ (มรรคมีองค์ ๘)

๒. ความดำริชอบ

* ในการออกจากกาม

* ในการไม่มุ่งร้าย

* ในการไม่เบียดเบียน ปัญญาเห็นชอบ

๓. การพูดจาชอบ ความดำริชอบ

* ไม่พูดเท็จ ความพูดจาชอบ

* ไม่พูดคำหยาบ การทำการงานชอบ

* ไม่พูดส่อเสียด การเลี้ยงชีวิตชอบ

* ไม่พูดเพ้อเจ้อ ความพากเพียรชอบ

๔. การทำการงานชอบ ความระลึกชอบ

* เว้นจากการฆ่าสัตว์ ความตั้งใจมั่นชอบ

* เว้นจากการลักทรัพย์

* เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

๕. การเลี้ยงชีวิตชอบ

* ความซื่อสัตย์สุจริต

๖. ความพากเพียรชอบ

* ความเพียรที่จะเผากิเลส

๗. ความระลึกชอบ

* ความรู้ที่มีสิ่งกระทบ แล้วถอนความพอใจและไม่พอใจออกเสีย

๘. ความตั้งใจมั่นชอบ

* นั่นคือ สมาธิ

ในอริยมรรค ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นั้นทำความเข้าใจง่าย (ก็คือศีลมาตรฐาน หรือ ศีล ๕ และสติปัฎฐาน ๔ ) ส่วน อริยมรรค ๖ ๗ และ ๘ ที่จะอธิบายต่อไปนี้ ก็คือ มหาสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจ ระหว่างสติปัฏฐาน ๔ กับมหาสติปัฏฐาน ๔ก่อน ว่ามันต่างกันอย่างไร

สติปัฏฐาน ๔ คือ การรู้ว่าตัวเรารู้สึกอย่างไร

มหาสติปัฏฐาน ๔ คือ สิ่งใดที่เข้ามากระทบกับตัวเราแล้วทำให้เรารู้สึกสุขหรือทุกข์

สติปัฏฐาน ๔ มหาสติปัฏฐาน ๔

กาย สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา กายในกาย เป็นการจับคู่ของอายตนะภายนอกทั้ง ๖

เวทนา สุข หรือ ทุกข์ อุเบกขา เวทนาในเวทนา (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ซึ่งส่งต่อมายัง

จิต กุศลหรืออกุศล อุเบกขา จิตในจิต ความรู้สึกภายในของอายตนะภายใน

ธรรม กุศลหรืออกุศล อุเบกขา ธรรมในธรรม (อาการ ๑๒) แล้วจำแนกเป็นรูปและนาม

อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เห็นทั้งจิตที่เป็นกุศล

และเป็นอกุศลธรรม

อายตนะ ๑๒ คือ

ตา สิ่งที่มากระทบคือ รูป

หู สิ่งที่มากระทบคือ เสียง

จมูก สิ่งที่มากระทบคือ กลิ่น

ลิ้น สิ่งที่มากระทบคือ รส

กาย สิ่งที่มากระทบคือ สัมผัส

ใจ สิ่งที่มากระทบคือ อารมณ์

มหาสติปัฏฐาน ๔ จะเปรียบเทียบถึงอาหารจานหนึ่งให้ฟัง

รูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย รูปสวยแต่อาหารไมอร่อย

รูปสวยและอาหารอร่อย รูปไม่สวยและอาหารก็ไม่อร่อย

จะเปรียบเทียบ ในสูตรของรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อยให้พิจารณา

เมื่อเราเข้าไปร้านอาหารร้านหนึ่ง เมื่ออาหารมาอยู่ตรงหน้า กับมองเห็นรูปที่ไม่สวย (หมายถึงทำไม่น่ากิน) เกิดสัมผัสแรกคือทางตา ทำให้จิตเราคิดไปว่า ทำไม่น่ากินคงจะไม่อร่อย แต่เมื่อเราลองกินเข้าไปแล้ว อาหารกับอร่อย ซึ่งไม่เหมือนกับความรู้สึกแรก นั่นคือการที่เราไปปรุงแต่งรูป ทำให้เกิดทุกข์ แต่เมื่อเรากินข้าวไปแล้ว ลิ้นเมื่อลองรสแล้วรู้สึกอร่อย ก็เปลี่ยนเป็นความรู้สึกทางด้านความสุข เพราะฉะนั้นเราจะเห็นการพิจารณากายในกาย ก็คือ ตาทำหน้าที่ปรุงแต่งด้านทุกข์ ส่วนลิ้นทำหน้าที่รับความสุข สุขและทุกข์นั้นแหละ คือเวทนาในเวทนา จิตสองตัวก็จะทำหน้าที่สลับกัน คือสุข ก็คือกุศล และทุกข์ ก็คืออกุศล จิตที่เป็นกุศลและอกุศลนั้นแหละก็คือ ธรรมในธรรมและนี่คือ มรรค ๗ (ความระลึกชอบ) ก็คือ ฝ่ายหนึ่งคือความพอใจ อีกฝ่ายหนึ่ง คือความไม่พอใจ เราจึงถอนความพอใจ และความไม่พอใจออกพร้อมกันในคราวเดียว ชี้ให้เห็นว่าการที่เราเอาจิตไปสัมผัสอะไรสักอย่าง มันจะต้องมีทั้งสุขและทุกข์ คือเราจะรู้สึกทุกข์และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ (ซึ่งเราเป็นผู้ปรุงแต่งมันทั้งสิ้น)

* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปสวยและอาหารอร่อย ก็คือ เป็นกุศลทั้งสองฝั่ง เราควรพอกพูนอาการนั้นไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นยากในโลกใบนี้

* แต่เมื่อเรา เจอรูปไม่สวยแต่อาหารอร่อย ก็คือ ฝึกให้เราไม่ปรุงแต่งทางตา เพราะเอตักตา หรือตัวรู้นั้นมีให้รู้ว่า เนื้อแท้ของสิ่งๆ นั้นคืออะไร คือคุณค่าที่แท้จริงของอาหาร คือ ความอร่อยและประโยชน์ที่ได้รับ

* แต่เมื่อเรา เจอรูปสวยแต่อาหารไม่อร่อย (โดยจิตปกติของมนุษย์จะคิดว่า เมื่อรูปสวยอาหารต้องอร่อยแน่ นั่นแหล่ะ ! ที่เราเรียกว่าการยึดมั่นถือมั่นในรูป) แต่เพียงแค่เราเข้าไปลองชิมครั้งเดียว เราก็ไม่อยากเข้าอีก (แต่ก็ยังคงมีคนหลงในรูปเข้าไปกิน แต่ไม่นานร้านนี้ก็จะถูกปิด)

* แต่เมื่อเรา เจอทั้งรูปไม่สวยและอาหารไม่อร่อย ร้านนั้นจะถูกปิดในไม่ช้า นั้นหมายถึง เป็นอกุศลทั้งรูปและนามและนี่คือ มรรค ๖ (ความเพียรชอบ) ที่จะละอกุศลธรรมที่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น และประคองกุศลธรรมที่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นหลักพุทธศาสนาที่ถูกก็คือ ให้เราอยู่กับสิ่งดี แล้วหลีกเลี่ยงในสิ่งที่ไม่ดี ดั่งปรากฏในมงคล ๓๘ ว่า

การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ บูชาคนที่ควรบูชา ๑

อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ๑ ทำความดีไว้ให้พร้อม ๑ ตั้งตนไว้ในที่ชอบ ๑

เล่าเรียนศึกษามาก ๑ มีความชำนาญในวิชาชีพของตน ๑ มีระเบียบวินัย ๑ รู้จักใช้วาจาให้ได้ผลดี ๑

บำรุงบิดามารดา ๑ สงเคราะห์บุตร ๑ สงเคราะห์ภรรยา ๑ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ๑

บริจาคสงเคราะห์และบำเพ็ญประโยชน์ ๑ ดำรงอยู่ในศีลธรรม ๑ สงเคราะห์ญาติ ๑ อาชีพสุจริต

กิจกรรมที่มีประโยชน์ ๑

เว้นจากความชั่ว ๑ เว้นจากสิ่งเสพติด ๑ ไม่ประมาทในธรรม ๑ รู้จักคุณค่าบุคคลและสิ่งของ ๑ ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ๑ ความสันโดษพึงพอใจในผลสำเร็จและปัจจัยที่หามาได้ด้วยความพยายามของตนเองโดยชอบธรรม ๑ มีความกตัญญู ๑ หาโอกาสฟังธรรมแสวงหาหลักความจริง ๑

มีความอดทน ๑ เป็นผู้ว่านอนสอนง่ายฟังเหตุผล ๑ พบเห็นสมณะเข้าเยี่ยมเยียน ๑ สนทนาธรรมตามกาลเวลา ๑

รู้จักควบคุมตนเอง ๑ ประพฤติพรหมจรรย์ ๑ รู้แจ้งอริยสัจสี่ ๑ ทำพระนิพพานให้แจ้ง ๑

ถูกโลกธรรมจิตไม่หวั่นไหว ๑ จิตไร้เศร้า ๑ จิตปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑

นี่เป็นมงคลอันอุดม เทวมนุษย์ทั้งหลายกระทำมงคลเช่นนี้แล้วย่อมเป็นผู้ไม่ปราชัยในทุกสถาน ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง นี้คืออุดมมงคลของเทวมนุษย์เหล่านั้น

เหมือนกับการที่ท่านให้เราเพ่งน้ำ เพื่อให้เกิดสมาธิ แต่หลายคนเพ่งก็อยากมีอิทธิฤทธิ์ แต่แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าให้เราฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน ซึ่งจะยกตัวเองขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐานต่อไป คือเมื่อเรามองดูน้ำแล้ว ก็ให้เรารู้ว่าประโยชน์ของน้ำนั้นใช้ดื่มกิน พระพุทธองค์ไม่ให้เราเอาเศษขยะและถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงในแม่น้ำลำคลอง เพราะจะทำให้น้ำสกปรก พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เราใช้เครื่องกรองน้ำ เพื่อกรองเอาสิ่งสกปรกออกจากน้ำให้เราดื่มกิน นั่นหมายถึงท่านให้เรานำสิ่งที่ดีเข้าตัว แล้วกรองนำสิ่งที่ชั่วออกไป พระพุทธองค์ไม่เอาสิ่งที่เป็นกุศลและอกุศลให้ปนเปื้อนกัน และการแยกแยะเหล่านี้แหล่ะคือที่มาของศีล

เพราะแท้จริงแล้ว การรักษาศีลหรือพรหมจรรย์ คือความปกติที่ดีของชีวิต โดยมีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) เป็นตัวสติ (ความระลึกรู้) เพื่อไม่ให้เราละเมิดศีล ซึ่งเปรียบเหมือนรั้วกั้นไม่ให้เราไม่ตกไปในที่ชั่ว (อบายภูมิ)

“ศีล เป็นเยี่ยมที่สุดในโลก”

อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ๑

อย่าได้เชื่อถือ ตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยตื่นข่าวว่าได้ยินอย่างนี้ ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยอ้างตำรา ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยเดาเอาเอง ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยคาดคะเน ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยความตรึกตามอาการ ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยชอบใจว่าต้องกับทิฐิของตัว ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ ๑

อย่าได้เชื่อถือ โดยความนับถือว่าสมณะนี้คือครูของเรา ๑

เมื่อใด พึงรู้ด้วยตนเองว่าธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษเป็นต้นแล้ว

จึงควรละหรือเข้าถึงธรรมนั้น

ต่อไปเราจะใช้อริยมรรค ๖ และ ๗ ทำให้เกิดอริยมรรค ๘ นั่นคือฌานทั้ง ๔ และวิปัสสนาญาณทั้ง ๑๖ กรรมฐาน

ฌาน ๑ ปฐมฌาน วิตก วิจารณ์ ปิติ สุข ๑. รู้จำแนกรูปนาม

ฌาน ๒ ทุติยฌาน ปิติ สุข ๒. รู้เหตุปัจจัยของรูปนาม

ฌาน ๓ ตติยฌาน วางเฉย สติ ปกติ ๓.พิจารณารูปนามโดยความเป็นไตลักษณ์

แสวงสุขด้วย นามกาย (ความสุขใจ) ๔. ตามเห็นความเกิดดับของสังขาร

ฌาน ๔ จตุตถฌาน เพราะละสุข ละทุกข์เสียได้ ๕. ตามเห็นความดับสลายของสังขาร

เพราะรู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ๖. เห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว

ประโยชน์ของมันคือสิ่งๆ นั้น ๗. เห็นสังขารทั้งปวงว่าเป็นทุกข์

กุศลธรรมในตัวมันคือสิ่งนั้น ๘. เกิดความเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด

๙. ปรารถนาจะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้นเสีย

๑๐.พิจารณามองหาอุบายออกจากทุกข์

(การมองโลกในแง่ดี)

๑๑. พิจารณาความวางเฉยโดยความเป็นกลาง

๑๒. หยั่งรู้ความวางเฉยความเป็นไตรลักษณ์

๑๓.ข้ามพ้นจากภาวะปุถุชนเข้าสู่ภาวะอริยะบุคคล

๑๔. ความหยั่งรู้ความสำเร็จของบุคคลในแต่ละขั้นน ๑๕.ความหยั่งรู้ความสำเร็จของพระอริยะบุคลในแต่ละขั้นนั้น

๑๖. พิจารณาทบทวนกิเลสที่ละได้และกิเลส ที่เหลือ

ย้อนกลับไปในเรื่องการพิจารณาในเรื่องของอาหาร เราจะเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งการปรุงแต่งทั้งรูปและนาม นั่นก็คือการจำแนกรูปและนามอย่างชัดเจน หรือฌาน ๑ ก็คือ วิตก วิจารณ์ การปรุงแต่งทางตา และการปรุงแต่งทางลิ้น การบรรลุธรรมนั้น ไวยิ่งกว่าแมลงกระพือปลีก เมื่อเราใช้การนำเอากุศลมาซ้อนทับอกุศลไม่ให้เกิด ก็คือให้พิจารณา ถึงแม้รูปจะไม่สวย แต่อาหารก็อร่อย นั้นคือตัวรู้ของประโยชน์ในสิ่งนั้นอย่างแท้จริง จะไม่สนใจในรูปเพราะเราเข้าใจธรรมชาติของมัน แล้วก็ละตัวรู้นั้น (เหมือนเมื่อเรากินอาหารเข้าไปแล้ว ในคำแรก รู้ว่ารสชาติมันอร่อย คำต่อไปก็ไม่ต้องพิจารณาอีก) ดั่งที่กล่าวมาข้างต้น ฌาน ๑ ถึง ๔ จะทำงานโดยอัตโนมัติ พร้อมกับวิปัสสนาฌานตั้งแต่ ๑ ถึง ๑๖ ก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ เช่นกันกล่าวง่ายๆ ก็คือว่า การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ก็คือการมองโลกในแง่ดี อริยะอยู่ที่ใจ (มิใช่ที่ผ้า มันเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น)

การไม่ทำบาปทั้งปวง ก็คือ การเป็นคนดี

การทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็คือ เป็นตัวอย่างที่ดี และสอนคนเป็นคนดี

การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ก็คือ การมองโลกในแง่ดี

ธรรม ๓ อย่างนี้ คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ขันติคือความอดกลั้น, เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,

ผู้รู้ทั้งหลาย, กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอย่างยิ่ง,

ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,

ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย,

การไม่พูดร้าย, การไม่ทำร้าย,

การสำรวมในปาติโมกข์,

ความเป็นผู้รู้ประมาณ ในการบริโภค,

การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,

ความหมั่นประกอบ ในการทำจิตให้ยิ่ง,

ธรรม ๖ อย่างนี้, เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,

นั่นคือโลกุตรธรรม ๘

ส่วนโลกุตรธรรม ๙ ก็คือ การที่เราเจอสิ่งที่ดีเป็นเรื่องปกติ และไม่ทำชั่วเป็นเรื่องปกติ ให้สิ่งที่ดีเป็นสิ่งปกติในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นสิ่งหนึ่งในชีวิตของเรา จนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะรู้แจ้งแล้วว่ามีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีซ่อนอยู่ในตัวมัน ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด จงทำความดีแต่พอดี ก็จะไม่ยึดติดผลของความดี อย่าทำจนกลายเป็นแข่งดี เสร็จแล้ว ก็มาทะเลาะกันว่าเราดีกว่า กลายเป็นพูดส่อเสียด ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอีก การที่ทำคนดีให้แตกแยกกันนั้น ถือว่าเป็นกรรมหนัก ตามหลักพุทธศาสนา ห้ามสวรรค์และนิพพาน จะเห็นได้ว่า แม้ความดีที่มนุษย์พากเพียรทำ ก็ยังเป็นกิเลสตัวสำคัญของมนุษย์

คิดดี พูดดี ทำดี มองโลกในแง่ดี ที่สำคัญทำแต่พอดี นั่นแหล่ะที่เราเรียกกันว่า ทางสายกลาง

โสดาบัน นั้นหมายถึง คนทำผิดและยอมรับผิด (ย่อมปิดอบายภูมิ)

สกิทาคามี นั่นหมายถึง เริ่มเลิกทำผิด แต่ยังพลาดไปบ้างเพราะยังขาดสมาธิในการควบคุมสติ

อนาคามี นั่นหมายถึง คนที่ดีแล้วแต่สอนคนอื่นไม่ได้ เทียบกับสมาธิค่อนข้างดี แต่ยังขาดปัญญา

ในการนำพาผู้อื่น

อรหันต์ นั่นหมายถึง คนดีที่สอนคนอื่นได้ เทียบกับสมาธิที่ดีเยี่ยม ประกอบกับปัญญา นำพาคน

หลุดพ้นข้ามอวิชชาไปได้

เมื่อคนที่ทำผิดแล้วยอมรับผิด ไม่นานเขาก็มีความละอายและความสำนึก สิ่งๆ นี้ เขาจึงต้องรู้จักควบคุมตัวเองและมีสมาธิที่ดีขึ้น และสุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นอรหันต์ได้ในไม่ช้า

บุคคลละธรรม ๑๐ อย่างได้ควรเป็นอรหันต์

ความกำหนัดยินดี ๑ ความคิดประทุษร้าย ๑

ความหลง ๑ ความโกรธ ๑

ความผูกโกรธ ๑ ความลบหลู่บุญคุณท่าน ๑

ความตีเสมอ ๑ ความริษยา ๑

ความตระหนี่ ๑ ความถือตัว ๑

“ผมหงอก พรรษามาก ไม่ได้ทำให้เป็นพระเถระเพราะเพียงอายุมากอาจเรียกได้ว่า คนแก่เปล่า

ผู้ใดมีสัจจะ มีคุณธรรม อันมลทินครอบงำมิได้ จึงเป็น พระเถระ”

“ความดีเป็นเรื่องง่ายของ บัณฑิต แต่เป็นเรื่องยากของ คนพาล

คนพาลรู้ตัวว่าเป็นคนพาล ย่อมกลายเป็นบัณฑิตได้ เพราะเหตุนั้น

แต่ คนพาลที่คิดว่าตัวเองเป็นบัณฑิต เป็นคนโง่ โดยแท้ เพราะเหตุนั้น”

อริยะ..เมตไตย

แก่นแท้ของการประพฤติพรหมจรรย์

“.....บัณฑิตทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ....

มิใช่ ! มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์ เพราะ เปรียบเท่ากับกิ่งและใบของต้นไม้

มิใช่ ! มีความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์ เพราะเปรียบเท่ากับสะเก็ดของต้นไม้

มิใช่ ! มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ เพราะเปรียบเท่ากับเปลือกของต้นไม้

มิใช่ ! ความถึงพร้อมแห่งญาณทัสสนะ (ปัญญา) เป็นอานิสงส์เพราะเปรียบเท่ากับกระพี้ของต้นไม้

บัณฑิตทั้งหลาย !....การประพฤติพรหมจรรย์นี้มี เจโตวิมุตติ ความหลุดพ้นแห่งจิตนั้นนั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย เป็นแก่นสาร เป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ เพราะเปรียบเท่ากับแก่นของต้นไม้.

วิธีการนั่งสมาธิ

การเริ่มต้นนั่งสมาธิ สิ่งสำคัญอีกอย่างคือคำสมาทาน เพื่อเสริมกำลังสมาธิ และเป็นการตั้งสัจจะวาจา

คำสมาทาน ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความจริงแห่งอริยสัจ ๔ ไตรลักษณ์ทั้ง ๓ และภพภูมิทั้ง ๓๑ จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้ามี ศีล สมาธิ ปัญญา ฌาน และอภิญญา เพื่อความรู้ธรรม เพื่อความเห็นธรรมและเพื่อการพิจารณาธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป

ลำดับต่อไปก็จะเริ่มต้นการทำสมาธิ

จริงๆ แล้วการทำสมาธิ จะนั่งท่าไหนก็ได้ หรือจะใช้ท่านอนก็ได้ หลักการง่ายๆ ทั่วไปในเบื้องต้น

๑. การภาวนา (ใช้เฉพาะผู้ที่ยังไม่ชำนาญในการดูลมหายใจ)

๒. การดูลมหายใจเข้า-ออก ( อานาปานสติ )

๓. สายตา

เมื่อเริ่มต้นนั่งให้ดูลมหายใจ แล้วภาวนาตามลมหายใจเข้า-ออก (ให้ใช้ลมหายใจกำหนดการภาวนาอย่าใช้การภาวนากำหนดลมหายใจ) ต่อจากนั้นเมื่อหลับตา ให้กำหนดการมองไปข้างหน้าประมาณ ๑ ฟุต กำหนดจุดขึ้นมา ๑ จุดแล้วเพ่งอยู่อย่างนั้น สักพักก็ถอนคำภาวนา แล้วดูลมหายใจ จนลมหายใจละเอียดจนเหมือนตัวเองไม่ได้หายใจ ก็อย่าตกใจ สิ่งสำคัญคือสายตา ห้ามละจากจุดทีกำหนดไว้ เพราะเมื่อเราเพ่งอยู่อย่างนั้น เป็นการฝึกกสิณไปในตัว (เป็นหลักเบื้องต้น ของสมาบัติ ๘) หากมีการตึงบริเวณอยู่ตรงกลางหน้าผาก ให้ลืมตา มานิดหนึ่งประมาณ ๑ ส่วน ๔ ของการหลับตา นี่คือการฝึกสมาธิเบื้องต้น ซึ่งเป็นสมถกรรมฐาน

ต่อไปก็พัฒนา เพื่อพิจารณา สติปัฏฐาน ๔ (ก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม)

๑. การพิจารณากาย

ก. อานาปานสติ (การดูลมหายใจเข้า - ออก เพราะมนุษย์อยู่ได้เพราะมีลมหายใจ)

ข. อิริยาบถ (กำหนดรู้เท่าทันอิริยาบถใหญ่ของกาย คือ ยืน เดิน นั่ง นอน และอิริยาบถย่อย เช่น คู้ งอ เหยียด มีสติตัวรู้ ตามอิริยาบถดังกล่าวข้างต้น เพื่อรักษามารยาทในขณะที่เราอยู่ในสังคมต่างๆ อันเป็นมารยาทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ในหมวดของศีล เพื่อฝึกบุคลิกภาพ)

ค. สัมปชัญญะ(กำหนดรู้เท่าทัน ผลของการเกิดจากอิริยาบถของกาย ยืน เดิน นั่ง นอนอย่างไรให้มีสติ หลักการพิจารณา มีสติ ตัวรู้ ระมัดระวัง เช่น การเดิน มิให้เดินไปในทางที่มีอันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย การนั่งและการนอนอย่างมีสติ ก็คือ ให้อยู่ในสถานที่ปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ที่มีที่มุงบัง ปราศจากยุง เหลือบ ลิ้น ไร สถานที่ใดเป็นที่ปลอดภัย สถานที่นั้นไร้ซึ่งความทุกข์

ง. ปฏิกูลมนสิการ(พิจารณาให้เห็นความไม่สะอาดที่เกิดจากเหตุปัจจัยภายในและภายนอก)

จ. ธาตุมนสิการ(พิจารณาเห็นกายโดยการเป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม)

ฉ. นวัสวถิกา (พิจารณาซากศพในสภาพต่าง ๆ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของร่างกายว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา สังขาร ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)

ไม่ว่าจะเป็น ท่านั่งหรือท่านอน ให้กำหนดร่างกายของเราว่ามันเป็นของเที่ยง แต่เมื่อเรานั่งไปนานๆ ก็จะเกิดอาการเมื่อยล้า จะทำให้เราเข้าใจว่าแท้จริงแล้วมันไม่เที่ยง เมื่อเราเกิดอาการเมื่อยล้า จะทำให้เรามองเห็นทุกข์ นั่นคือความไม่เที่ยง เมื่อเราขยับเพื่อเปลี่ยนท่านั่ง เพื่อให้พ้นทุกข์ ก็จะทำให้เห็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะเราไปปรุงแต่งว่ามันเป็นของเที่ยง และเมื่อเราอยู่ในสมาธิ ความสงบนั้น นำมาพิจารณาร่างกาย เพราะเมื่อเราสงบ เราจะรู้ได้ว่า ร่างกายนั้นมีอาการเจ็บป่วยที่ตรงไหน เป็นวิธีเอ็กซเรย์โดยธรรมชาติ เมื่อลมหายใจเป็นปกติ ก็จะทำให้ความดันเลือดอยู่ในระดับปกติ เป็นการรักษาโดยธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง นี่คือประโยชน์ของการนั่งสมาธิ และเมื่อเราพิจารณาข้ามไปยังโลกุตรธรรม เราจะเห็นตัวธรรมในร่างกายของเรา ก็คือเมื่อเราทานอาหารเข้าไปก็จะเห็นได้ว่า แม้ร่างกายตัวเองมันยังแยกแยะกุศลธรรมและอกุศลธรรมในตัวมันคือ มันเอาสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย และขับถ่ายของเสียออกมา

๒. การพิจารณาเวทนา จิต ธรรม

ก็คือว่า ร่างกายมันเป็นสุขหรือทุกข์ จิตมันเป็นสุขหรือทุกข์ ธรรมอันเป็นกุศลหรืออกุศล โดยเอา (มหาสติปัฏฐาน ๔) ที่กล่าวมาทีแรกเข้ามาเป็นตัวช่วยหากจิตมันเป็นอกุศล แต่ระวังว่าเราจะไปเข้าข้างกิเลสโดยไม่รู้ตัว ต้องเอาศีลมาเป็นตัวควบคุม ถ้าทำตามขั้นตอนดังกล่าว จิตก็จะสงบ ระงับเองโดยธรรมชาติ

ต่อมา เพื่อเป็นการเรียนรู้ธรรม ก็คือ อนุสสติ (ธรรมควรระลึก ๑๐ อย่าง) มาพิจารณา

๑. พุทธานุสติ ก็คือการถึงบุญคุณของพระพุทธเจ้า มันจะเกี่ยวกับพุทธประวัติ (หาศึกษาได้ทั่วไป) ก็จะมองเห็นความเพียรพยายามของพระพุทธองค์ ในการตรัสรู้ ก็จะเกิดศรัทธา และปิติ

๒. ธัมมานุสติ ก็คือการถึงบุญคุณของพระธรรม ที่ทำให้เราได้พ้นทุกข์ ก็จะเข้าสู่หมวดการเลือกเฟ้นธรรม

๓. สังฆานุสติ ก็คือการถึงบุญคุณของพระอริยสงฆ์ ที่ท่านได้ทุ่มเทเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา

๔. สีลานุสติ ก็คือการถึงคุณของศีล ที่นำเราไปสู่นิพพาน หนทางแห่งการพ้นทุกข์

๕. จาคานุสติ ก็คือการระลึกถึงทานที่ตัวเองได้บริจาค ก็จะเกิด ปิติ

๖. เทวตานุสติ ก็คือเอาหมวด ๑ ถึง ๕ มาเป็นการกำหนด เมื่อปฏิบัติตามแล้ว ขั้นต่ำแล้วก็เกิดมาเป็นเทวดา

๗. มรณสติ ก็คือระลึกความตายที่จะมีแก่ตน จะได้มีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท (โดยมีสติเป็นตัวควบคุม)

๘. กายคตาสติ ก็คือเห็นว่าร่างกายนี้มันเป็นของไม่งาม ในข้อนี้จะข้ามไปถึง หมวดพิจารณาซากศพ ๑๐ อย่าง เพื่อให้เห็นว่าสังขารทั้งหลายมีการเสื่อมไปเป็นธรรมดา ยกตัวอย่างเช่น การพิจารณาเส้นผม เมื่อเราแต่งทรงผมแล้ว มันไม่สามารถทรงตัวอยู่ในสภาพนั้นได้ คือมันต้องยาว และก็น่าเกลียดพะรุงพะรัง ฟันเมื่อเราแปรงแล้วก็จะสะอาด แต่พอเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป ก็จะเกิดกลิ่นปาก ก็จะมองเห็นความไม่งาม ความน่าเกลียด ทำให้ถอดถอนการยึดมั่นถือมั่นได้ หรือในหมวดของเครื่องแต่งกาย เมื่อเราหยิบมันใส่ทีแรกมันก็ยังใหม่ แต่ใส่ไปสักพัก ก็จะสกปรก ทั้งผลกระทบภายนอกและภายใน เมื่อเราใส่ไปร่างกายก็จะมีเหงื่อไคล ทำให้เสื้อนั้นเหม็นสกปรก จะทำให้เราเห็นว่ามันใส่เพื่อปกปิดร่างกายเท่านั้น เพราะไม่ว่าราคาแพงแค่ไหน ใส่แล้วก็ยังคงต้องไปซักอยู่ดี ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของมัน ว่าจริงแล้วมันใช้ประโยชน์อะไร กุศลธรรมมันคืออะไร เพราะไม่ว่าจะเป็นหมวดไหนก็ใช้การพิจารณาแบบเดียวกัน (รวมทั้งการเดินจงกลมด้วย)

๙. กำหนดลมหายใจ อานาปานสติ ดูลมหายใจเข้า-ออก พิจารณาให้เห็นชัดคือ เมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ จะมัวนั่งหายใจทิ้งอยู่ทำไม ควรทำประโยชน์อะไรให้กับสังคมบ้าง

๑๐. อุปสมานุสติ ก็คือระลึกถึงคุณของพระนิพพาน ซึ่งทำให้เราได้พ้นจากกองทุกข์นั้นเอง

“ผู้ใดที่นั่งสมาธิแล้วไม่ยกตัวเองขึ้นสู่วิปัสสนากรรมฐาน มองเห็นการเกิดดับต่างๆ ของสังขาร ตาม

กฎของไตรลักษณ์(สามัญลักษณะ ๓ อย่าง) ความไม่เที่ยง ๑ ความเป็นทุกข์ ๑ ความยึดมั่นในตัวตน ๑

ก็เท่ากับว่า ผู้นั้นได้แต่นั่งรอพระอาทิตย์…ขึ้นทางทิศตะวันตก”

เมื่อเราใช้หลักพิจารณาแบบนี้แล้ว ก็จะสมบูรณ์ด้วย โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และเป็นการละ

นิวรณ์ ๕ ไปในตัวคือ ความพอใจรักใคร่ในอารมณ์ ๑ การปองร้ายผู้อื่น ๑ จิตหดหู่และเซื่องซึม ๑

ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ ๑ ความลังเลสงสัย ๑

(ธรรมเป็นเครื่องเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้) ก็คือ

สติปัฏฐาน ๔ (ที่มาของสติ) สัมมัปปธาน ๔ (ความเพียรชอบ)

การพิจารณากาย ๑ ความเพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน ๑

การพิจารณาเวทนา ๑ เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว ๑

การพิจารณาจิต ๑ เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน ๑

การพิจารณาธรรม ๑ เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ๑

อิทธิบาท ๔ (องค์ประกอบที่ทำให้สำเร็จสมปรารถนา)

พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น, ในธรรม ๑

พากเพียรประกอบสิ่งนั้น, เพียรเจริญธรรม ๑

เอาใจฝักใฝ่ไม่ท้อถอย ๑

หมั่นติตรองพิจารณาทบทวนเหตุผลนั้น ๑

อินทรีย์ ๕ (ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน)

พละ ๕ (ธรรมอันเป็นกำลัง)

ความเชื่อ ๑ ความตั้งใจมั่น ๑

ความเพียร ๑ ความรู้ทั่วถึงในสิ่งที่ควรรู้ ๑

ความระลึกได้ ๑

โพชฌงค์ ๗ (อริยทรัพย์ ๗ อย่าง) (ธรรมะที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้) มรรคมีองค์ ๘

ความระลึกได้ ๑ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑

ความเลือกเฟ้นธรรม ๑ ความดำริชอบ ๑

ความเพียร ๑ วาจาชอบ ๑

ความอิ่มใจ ๑ การกระทำชอบ ๑

ความสงบใจและอารมณ์ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑

ความมีใจตั้งมั่น ๑ ความเพียรชอบ ๑

ความมีใจเป็นกลางวางเฉยอย่างมีสติกำกับ ๑ ความระลึกชอบ ๑

ความตั้งใจมั่นชอบ ๑

โพธิปักขิยธรรม แปลว่า ธรรมเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ นำผู้ปฏิบัติให้บรรลุมรรคผล

และนิพพาน

อภิญญา ๖ และ วิชชา ๘ ( ความรู้ยิ่ง )

ทิพพจักขุ ๑ (ญาณที่ทำให้มีตาทิพย์) หมายถึงการที่เรามีความสามารถในการที่มองเข้าไปเห็นจิตใจของผู้อื่นได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราอยู่บนรถโดยสาร มีผู้โดยสารคนหนึ่ง ลุกจากที่นั่งเพื่อลงจากรถ ในขณะที่นั่งนั้นว่าง ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังที่จะเดินไปนั่ง แต่ผู้ชายคนหนึ่งกับไปแย่งที่นั่งของผู้หญิงคนนั้น ทำให้เราได้เห็น ความเห็นแก่ตัวของคนๆ นั้น

ทิพพโสต ๑ (ญาณที่ทำให้มีหูทิพย์) หมายถึงหากเราได้ยินคนๆ หนึ่งกำลังนินทาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ทำให้รู้ว่าเขามีความอิจฉาริษยาผู้อื่น

เจโตปริยญาณ ๑ (ฌานที่กำหนดรู้ใจคนอื่นได้) หมายถึงสิ่งที่เราเห็นและเราได้ยิน สามารถรับรู้ว่าบุ