อืมม เคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องดวงจันทร์ น้ำขึ้น น้ำลง หรอกคะ แต่ก้อ...เป็นธรรมชาติรอบตัวเรานี่แหละ เรื่องหิ่งห้อยหน่ะ ขอเล่านิดหนึ่งนะคะ พอดีมีหลานสาวสุดที่รัก อยู่คนหนึ่ง อายุห้าขวบกว่าๆ วันเกิดเหตุ ไปดูหิ่งห้อยกันแถวแม่กลอง พอเห็นหิ่งห้อย คำถามแรกได้ยินหลานเค้าถาม คือ "แม่ๆ หิ่งห้อยกินอะไร" เราก้อทึ่งปลื้มใจม๊ากมาก คืออยู่ข้างๆ กัน เลยได้ยิน โห หลานเราช่างถามเน้อ แม่เค้าตอบว่า "กินน้ำค้างหน่ะลูก" เหลือบไปมองหลานเจ้าปัญหานิดหนึ่ง เห็นยังทำหน้างง ซักพักคำถามสองก้อตามมา "แม่แล้วไอ้แสงที่ตูดหิ่งห้อยมันใส่ถ่านหรือชาร์ตแบตคะ" จากที่ทึ่งอยู่แล้ว ก้อยิ่งทึ้งอีก โห หลานเรา ช่างถามเน้อ แล้วก้อแอบคิดในใจว่า เอ..... ทำไมนะเพราะอะไร แต่ไม่เป็นไร รอดตัวหลานถามแม่ ไม่ได้ถามอา อิๆๆๆ แต่พอได้ยินแม่เค้าบอกว่า "แม่ไม่รู้เหมือนกันหน่ะ ลูก ลองถามอาซิ" อ้าว แหง๋โยนมาให้กันซะงั้น เฮ้อ ยิ้มแห้งๆ แล้วก้อตอบไปว่า "อาก้อไม่รู้เหมือนกันคะ ติดไว้ก่อนนะ" กลับมาถึงรีบเข้าเนต หาข้อมูลเลย ต้องขอบคุณคำถามของหลาน ที่ช่วยกระตุ้นต่อมอยากรู้เรื่องหิ่งห้อยของอา คราวนี้ใครมาถามก้อจำได้ไม่ลืมล่ะ เอ แต่ไอ้เจ้าสารเรืองแสงที่ก้นมันนี่ซิชื่อจำยากจัง ลู... ไรก้อไม่รู้หล่ะ อิ ทุกคำถามมันก้อต้องมีทั้งที่รู้และไม่รู้
ส่วนเรื่องเราจะตอบคำถามอย่างไรนั้น ในความคิดนะคะ ถ้าคำถามเด็กโตๆ เช่น พวกลูกศิษย์อายุมากๆแล้ว เรื่องพวกนี้มันไม่ใช่การแก้สมการ ที่อธิบายกันสีห้ารอบแล้วยังไม่เข้าใจกันอีก เป็นเื่รื่องธรรมชาติที่ถ้ามีแหล่งข้อมูลแล้วสนใจอ่านกันซักหน่อย ก้อเข้าใจได้แล้ว สำคัญก้อคือ แหล่งข้อมูลที่จะให้ความรู้กับพวกเค้ามากกว่า ทำอย่างไรให้เค้าสามารถหาคำตอบด้วยตัวเองได้ เราก้อแค่บอกแหล่งข้อมูล เช่น ชื่อหนังสือ ชื่อเว็บ ฯลฯ ให้เค้า ที่เหลือก้อเป็นหน้าที่ของเค้าแล้วหล่ะ
แต่ยากหน่อยก้อเด็กเจ้าปัญหาตัวน้อยๆ นี่แหละคะ ถ้าเรารู้ ก้ออธิบายให้เค้าฟัง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ใช่ตอบแบบขอให้ผ่านๆ ไป แบบเอาเรื่องหลอกลวงหรือโกหกมาเล่าให้เค้าฟัง หรือแบบตอบแบบขอไปที ตอบแบบผ่านๆ ถ้าตอบแบบนี้อันตราย เพราะมันจะทำให้ต่อมอยากรู้อยากเห็นของเด็กจะฝ่อเอา เราต้องตอบแบบให้เค้าเข้าใจตามความเป็นจริง และให้เด็กรู้สึกสนุกกับการได้ถามได้ฟังคำตอบ ถ้าเรื่องยากๆ ก้อไม่จำเป็นต้องอธิบายหมดก้อได้ เอาหลักๆ ของแต่ละเรื่องให้เค้าฟังง่ายๆ แบบให้พอเหมาะสมกับวัยของเค้า ส่วนเรื่อง เงาจันทร์ ราหูอมจัน ลมบก ลมทะเล พวกนี้ ถ้าให้มองนะ อธิบายโดยใช้อุปกรณ์ช่วย โดยให้เค้ามีส่วนร่วมด้วย อุปกรณ์ก้อเอาวัสดุในบ้านนั้นแหละช่วย ขี้เกียจพิมพ์แล้ว เอาเป็นว่าดัดแปลงกันเองนะ ตามความเหมาะสม อย่างลมบก ลมทะเล ง่ายๆ เลย อธิบายเรื่องการเกิดลมก่อน ความต่างของอุณหภูมิ ...... ฯลฯ โดยสุดท้ายก้อจะได้ประเด็นว่า ลมบก ลมทะเลคืออะไร ตบท้ายการทดสอบลูก (จริงๆ แล้วคือ แกล้งลูกให้วิ่ง) ก้อได้ อิๆๆๆ คือ มีพ่อ แม่ ลูก ให้ พ่อเป็นทะเล แม่เป็นพื้นดินก้อได้ แล้วให้ลูกเป็นลม (เป็นลมพัดนะคะ ไม่ใช่ลมสลบต้องหายาดม) อยู่ตรงกลางระหว่างพ่อแม่ บอกกลางวัน ลูกก้อจะบอกว่าลมทะเล แล้วก้อวิ่งไปหาฝั่ง อะไรประมาณนี้แหละ ก้อแล้วแต่จะสรรหากันคะ อืมม รู้สึกว่าร่ายยาวไปแล้ว อิๆๆๆ ขอโทษนะคะ ลืมตัวไปหน่อย เอาเป็นว่า วิธีนี้ได้ความรู้หรือป่าวไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ได้ความสนุกแน่นอน และรับรองได้ว่า ต่อไปเค้าก้อจะขยันหาปัญหามาให้เราปวดหัวเล่นอีกเยอะทีเดียว อิๆๆๆๆ ส่วนถ้าเราไม่รู้นั้นก้อไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ไม่รู้ก้อบอกเด็กไปว่าไม่รู้ ถ้าเค้าอยากรู้คำตอบก้อไปค้นคว้ามา ให้เค้า เราก้อได้ความรู้เพิ่มขึ้น แถมจะจำได้ไม่ลืมอีกด้วย เพราะว่าเจ็บใจ ที่เด็กถามแล้วผู้ใหญ่อย่างเราดันตอบไม่ได้ อุ๊ยตายแล้ว โทษทีนะคะพี่เม้ง กะว่าจะเขียนสันๆ แต่ดันพิมพ์ซะยาวเลยคะ ไม่ว่ากันนะคะ