เมื่อ GDP (Gross Domestic Product) เป็นต้นเหตุสำคัญแห่ง "ความทุกข์" ของประชาชนในสังคมที่ผู้บริหารต้องการปรับเปลี่ยนประเทศจากสังคมเกษตรกรรมแบบพึ่งตนเองให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries: NIC) ดังนั้น KPI ก็จึงเป็นตัวชี้วัดอันสำคัญที่สามารถชี้ถึง "ความทุกข์" ของคนในองค์กร (Gross Organization suffering)
คนเรามีหัวสมองสองซีก แต่ KPI มุ่งหวังให้เราใช้หัวสมองเพียงซีกเดียว คือ เกิดมาเพื่อทำงาน ทำงาน และทำงาน...
ความสุทรียะในการทำงานจะหมดสิ้นไปหากองค์กรใดริเริ่มนำ KPI เข้ามาใช้เพื่อวางแนวทาง เพราะความสุข ความรื่นรมย์ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลินในการทำงานจะถูกมองเป็น "ศัตรู" ของคู่มือ "ประกันคุณภาพ"
ความสุขของจิตใจเป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการที่เป็นเลิศใช่หรือไม่...?
การผ่อนคลาย การทำงานที่สบาย เป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พนักงานผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพมากกว่าความเคร่งเครียดที่ไม่สามารถเหยียดมือเหยียดเท้าเพื่อก้าวหน้าออกนอกกรอบจากคู่มือประกันคุณภาพใช่หรือไม่...?
หากเราต้องการได้คนที่เป็นเพียงหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรในการทำงาน ก็ขอพึงใช้ KPI หรือแม้กระทั่ง TQF ให้อย่างเข้มงวดและรัดกุมที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แต่ถ้าหากเราหวังสร้างศิลปินทางการบริหาร สร้างศิลปะทางวิชาการ ก็ขอพึงบริหารคนด้วยใจ (Mind Mangement)
การบริหารคนด้วยใจก็คือการใส่ใจในจิตใจของพนักงาน เพราะถ้าหากผู้บริหาร ฝ่ายบริหารใส่ใจพนักงานอย่างเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหลักการ คุณภาพหรือมาตรฐานใด ๆ ที่ต่อให้คนเก่ง ๆ ที่ไหนคิดขึ้นมา พนักงาน บุคลากรก็มีใจที่พึงกระทำ
แต่ถ้าหากใช้ KPI บังคับพนักงาน แต่ผู้บริหารเป็นเพียงผู้นั่งหัวเราะสำราญกับความทุกข์ของพนักงานนั้น ไม่ว่าทฤษฎีหรือหลักการดีเพียงใดก็ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จ
ถ้าเรา (ผู้บริหาร) ให้บุคลากรของเราทำกิจกรรมใดตามหลักการหรือทฤษฎีใด เรา (ผู้บริหาร) ก็พึงเช่นเดียวกับเขา (บุคลากร)
ถ้าเรา (ผู้บริหาร) ให้บุคลากรของเราเข้าร่วมการอบรม สัมมนา ประชุมในที่ใด เราก็ไม่ควรหลีกเลี่ยงไปเดินเล่นหรือท่องเที่ยวตามสถานที่ใด ๆ เพราะนั่นจะแสดงกิริยาอาการที่ "ขาดความใส่ใจ" ต่อพนักงานที่เราหวังว่าจะสรรค์สร้าง "งาน" ให้กับเรา...