หาโรคไม่เจอ เจอแต่...
โดย ปัทมวรรณ สัลละพันธ์
เคยได้รับคนไข้ ที่ทำอย่างไรเราก็หาโรคไม่เจอไหม
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ คือ เรื่องของคนไข้ที่เจอในคลินิกทันตกรรมป้องกัน ซึ่งเป็นคุณลุงคนหนึ่ง หรือถ้าจะให้ถูกน่าจะเรียกคุณตามากกว่า เพราะแกอายุตั้ง 84 ปีแล้ว ตอนคุยกันเมื่อเจอครั้งแรก แกบอกว่าแกไม่มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับฟันเลย ที่มานี่ก็เพราะมีเจ้าหน้าที่ของคลินิกโทรศัพท์ไปบอกให้มาตรวจฟัน ก็เลยมา เราเองคิดในใจว่า
“....ซวยละ ถ้าคนไข้เราไม่มีปัญหาอะไรเลย แล้วเราจะทำงานทันตกรรมป้องกันตามที่อาจารย์ต้องการได้ยังไง”
“ถ้าครั้งนี้หาปัญหาไม่เจอ ไม่ได้ทำอะไร แล้วจะทำไงดี ”
“แบบนี้จะต้องรับคนไข้ใหม่รึเปล่านะ ถ้าต้องเริ่มใหม่อาทิตย์หน้า ก็จะช้ากว่าเพื่อนๆด้วยน่ะสิ โอ้..ว.....ไม่นะ!! ”........คิดไปต่าง ๆ นานา..............
พอลองตรวจช่องปากดูพบว่าฟันที่เหลืออยู่ของคุณลุงแข็งแรงมาก แน่น ไม่ผุ และไม่มีร่องลึกปริทันต์เลย จากการพูดคุย พบว่าคุณลุงดูแลรักษาสุขภาพช่องปากดีมาก แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหารแม้ว่าจะกินแค่ส้ม 2 ลูกก็ตาม ฟันปลอมที่ใส่ก็ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ยังแน่นดีและคุณลุงก็ยังพอใจกับฟันปลอมชุดนี้อยู่ สันเหงือกก็ปกติ สรุปว่าในปากไม่มีรอยโรคใด ๆ สำหรับสุขภาพทั่วไป แม้จะมีโรคประจำตัวแต่คุณลุงได้ตรวจสุขภาพและกินยาตามที่หมอสั่งสม่ำเสมอ นอกจากนั้นยังออกกำลังกายทุกวัน วันละหลายชั่วโมง แกจะปั่นจักรยานทุกเช้าและมักจะปั่นจักรยานไปไหนมาไหนด้วยตัวเองอยู่เสมอ
จากการรวมรวบข้อมูลเห็นว่าคุณลุงสามารถดูแลสุขภาพได้ดีถึงดีมาก สรุปก็คือ ลุงไม่มีความเสี่ยงต่อโรคใด ๆ เลย คิดวกวนในใจอยู่แค่ว่า
“เอาไงต่อดีเนี่ย...........”
“แล้วครั้งหน้าต้องนัดลุงมาอีก จะนัดมาทำอะไรดีอ่ะ.............”
ตอนนั้นลำบากใจมาก เหมือนเราพยายามมองหาโรคในตัวลุง พอไม่เจอก็หมดหนทาง ไม่รู้จะไปต่อทางไหนดี รู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ว่า “...ต้องหาโรคให้เจอนะ พอหาเจอก็รักษา และหาทางป้องกันนะ...”
แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้คือ “...ไหนอ่ะ โรค?! เราเป็นหมอ พอไม่เจอโรค แล้วทำอะไรได้อ่ะ.....”
เมื่อเป็นแบบนี้ครั้งหน้าก็ไม่รู้จะนัดลุงมาทำไม เกรงใจก็เกรงใจ กลัวจะเสียเวลาเพราะมาไม่ได้อะไร ก็แค่มานั่งคุยกันเฉย ๆ แล้วยิ่งพอรู้ว่าลุงปั่นจักรยานจากบ้านที่อยู่สี่แยกข่วงสิงห์มาที่คณะด้วยตัวเองทำให้เกรงใจขึ้นไปอีก เพราะไม่ง่ายเลยกับการที่คนแก่อายุ 84 ปีเดินทางคนเดียวจากสี่แยกข่วงสิงห์มาคณะเราด้วยการปั่นจักรยาน แต่ก็คิดว่าเผื่อวันนี้เราอาจจะพลาดหรือลืมอะไรไปทำให้ยังหาโรคไม่เจอ เลยลองถามดูว่าจะมาอีกครั้งได้ไหม ลุงก็ดีไม่มีทีท่าปฏิเสธ เลยให้การบ้านโดยขอให้กลับไปเขียนบันทึกอาหารที่รับประทานในแต่ละมื้อ ทั้งอาหารหลักและอาหารว่าง เป็นเวลา 3 วันเพื่อจะได้นำมาประเมินภาวะทางโภชนาการ และครั้งหน้าจะได้มาวัดอัตราการหลั่งน้ำลายด้วย (ไม่ได้ทำในวันแรกเพราะคิดไม่ทัน) เพราะคนสูงอายุ อัตราการหลั่งของน้ำลายน่าจะน้อย ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงต่อโรคฟันผุสูงขึ้น ลองวัดดูเผื่อจะหาเจอว่าคุณลุงเสี่ยงต่อโรคฟันผุก็ได้
เมื่อมาพบกันครั้งที่ 2 ก็ได้วัดอัตราการหลั่งน้ำลาย พบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ แถมไม่พอยังมีค่ามากกว่าของน้องอายุ13 ปีที่เป็นคนไข้อีกคนเสียอีก นอกจากนั้นพอคำนวณคะแนนเรื่องโภชนาการจากบันทึกการรับประทานที่ทำมา ก็พบว่าคะแนนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ทั้งคะแนนของสารอาหารที่ได้รับและการควบคุมอาหารหวาน ลุงเล่าว่าเคยอบรมความรู้เรื่องโภชนาการมาจึงทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ ชอบทานผักผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโทษ เช่นไก่ เครื่องใน เพราะจะทำให้ปวดข้อ เมื่อรู้แบบนี้แล้วยิ่งทำให้รู้สึกไม่ดีใหญ่เลย เพราะลุงดูแลสุขภาพตัวเองได้สมบูรณ์แบบมาก
บทสรุปจากความพยายามครั้งที่ 2 ก็คือยังหาโรคไม่เจออยู่ดี ในเมื่อความเสี่ยงต่อโรคไม่มี ก็ไม่รู้ว่าจะป้องกันโรคอะไร จะรักษาก็ไม่รู้ว่าจะรักษาอะไร ทำให้เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาว่าเราทำให้ลุงเสียเวลาเปล่า เลยคิดว่าให้ความรู้อะไรไปบ้างก็ยังดี แต่คิดไปคิดมาลุงก็รู้เยอะแล้วนะ แล้วจะให้อะไรดีล่ะทีนี้...
ตอนนั้นยังเหลือเวลาทำงานอยู่อีกตั้ง 1 ชั่วโมงกว่า ๆ จะให้ปล่อยแกกลับไปก็ทำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงก็เป็นเรื่องน่ายินดีออกนะที่ได้รู้ว่าคน ๆ หนึ่งดูแลเอาใจใส่สุขภาพตัวเองดีขนาดนี้ ในฐานะหมอถ้าเจอแต่คนไข้ประเภทนี้งานคงสบายขึ้นเยอะ หมอก็สบาย คนไข้ก็มีสุขภาพดี ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องเสียเงินเสียทองในการรักษา แต่เราก็ยังรู้สึกว่า...แกยังไม่ได้อะไรจากเราเลยอ่ะ จะปล่อยให้แกกลับไปมือเปล่าเหรอ....
ก่อนที่จะถึงทางตัน แว่บนั้นคิดขึ้นมาว่าทำไมเราต้องคิดกับลุงในแบบที่คนในฐานะหมอคิดต่อคนไข้ด้วย ถ้าเราจะลองรู้สึกกับลุงโดยใช้ความรู้สึกที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันล่ะ
พอคิดได้ก็เริ่มรู้สึกว่าทำไมเราต้องคิดแต่จะให้ข้อมูล ทำไมถึงเอาแต่คิดว่าจะให้การรักษายังไง ทำไมต้องพยายามหาให้แกมีโรคให้
ได้ พอหาด้วยวิธีแรกไม่เจอก็ไปหาด้วยวิธีอื่น เมื่อหาโรคไม่เจอก็ไม่มีอะไรให้รักษา แล้วยังไง.....รักษาไม่ได้ ให้ความรู้ไม่ได้ แล้วทำอย่างอื่นไม่ได้เหรอ ที่เราคิดถึงแต่เรื่องพวกนี้เพราะเรากำลังอยู่ในบทบาทของหมอหรือเปล่า? วินาทีนั้นคิดอะไรเกี่ยวกับงานทันตกรรมป้องกันไม่ออกแล้ว ชั่วโมงที่เหลือต่อจากนี้เลยตัดสินใจว่าจะเลิกสวมบทบาทของนักศึกษาทันตแพทย์ที่กำลังฝึกปฏิบัติงาน แล้วลองทำตัวเป็นเหมือนคนทั่วไป เหมือนลูกเหมือนหลานที่มานั่งคุยกับคนแก่ ก็เลยทำอย่างที่ตัวเองถนัดคือ นอกเรื่องเลยค่ะ ชวนแกคุยไปเรื่อยเลย ทั้งเรื่องครอบครัวแก มีลูกกี่คน หลานเหลนกี่คน อยู่กับใคร ชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นอย่างละเอียดมีอะไรบ้าง พูดคุยโดยที่ไม่ต้องมีบทหรือแบบฟอร์มซักประวัติว่าต้องถามตามนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องการแบบนั้นแบบนี้ พูดคุยโดยไม่ต้องสนใจจุดประสงค์ว่าเราจะต้องดึงข้อมูลออกมาเพื่อนำไปประเมินความเสี่ยงหรืออะไรก็ตาม ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าคุณลุงเล่าเรื่องตัวเองมากขึ้นและดูยิ้มแย้ม ทำให้เรารู้สึกได้ว่าการนั่งคุยกันแบบนี้ แกก็ไม่ได้เสียเวลาอะไรและก็ไม่ได้รังเกียจที่จะเล่าเรื่องส่วนตัว เมื่อกำลังคุยกันอย่างได้อารมณ์และด้วยความที่เราเองก็ไม่คิดอะไร พอคุยถึงเรื่องอาหารการกินทั่ว ๆ ไป ว่าอาหารที่บ้านใครทำ ทำอะไรกินบ้าง อร่อยไหม ทำให้ทราบว่าที่จริงแล้วลุงไม่ได้มีความสุขกับการกินอาหารทุกวันนี้เลยเพราะรสชาติอาหารไม่ถูกปาก แกบอกว่ามันไม่ค่อยอร่อย “ลูกสาวทำมาให้กินก็กินไปอย่างนั้นแหละ บางวันถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็จะลุกขึ้นมาทำเองเลย” คุณลุงเล่าถึงปลาต้มเต้าเจี้ยวและบอกว่าชอบมาก ทำง่ายอร่อยด้วย
เราแปลกใจมากและคิดในใจว่าไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องจะกลับตาลปัตร จากบันทึกการกินที่ลุงทำมาทำให้เราคิดไปว่าแกมีความรู้ดี กินแต่อาหารที่มีประโยชน์ แต่ที่จริงกลับไม่มีความสุขเพราะไม่ชอบรสชาติอาหารที่กินอยู่ แค่ทนกินไปวัน ๆ อย่างนั้นให้ผ่านไปในแต่ละมื้อ...ทำให้พบว่าเรามองข้ามจุดเล็ก ๆ ไป เป็นจุดเล็ก ๆ ที่สำคัญมากเพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อความสุขในชีวิตมากทีเดียว ที่คิดว่าเราเข้าใจแกแล้ว ประเมินไปแล้วว่าแกไม่เสี่ยงต่อโรคใด ๆ ร่างกายแข็งแรงดีต้องมีความสุขแน่ ๆ แต่ความจริงเหมือนเรายังไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะเราใช้ความรู้ของเราตัดสินคุณลุงแค่จากข้อมูลที่แกให้ แต่เราไม่ได้ใช้ความรู้สึกของแกในการมองหรือประเมินเลย จึงทำให้เราเกือบจะพลาดที่จะทำความเข้าใจลุงในฐานะมนุษย์คนหนึ่งไปแล้ว เพราะเราลืมไปว่า “การมีสุขภาพดีหรือการที่เราสามารถดูแลสุขภาพของเราได้ดีนั้น ไม่ได้แปลว่าเราจะมีความสุขเสมอไป”
เมื่อคุยกันมาได้พอสมควร ถึงเวลาที่ต้องส่งคุณลุงกลับ ด้วยความรู้สึกขอบคุณที่แกยอมเสียเวลามานั่งคุยกับเรา ทั้งที่ไม่ได้รับการรักษา (ทำให้เรามีงานส่งอาจารย์และไม่ต้องรับคนไข้ใหม่^v^) จึงขออาสาไปส่งแกที่จักรยานแต่คุณลุงไม่ยอมบอกว่าไม่เป็นไรเหมือนจะเกรงใจ เราจึงลากันที่หน้าห้อง แล้วลุงก็เดินลงไปพร้อมรอยยิ้ม
น่าแปลกที่การจบแบบนี้กลับเป็นตอนจบที่รู้สึกดีและขอบคุณที่แกไม่มีปัญหาในช่องปาก เพราะทำให้เราสามารถนอกเรื่อง ได้พูดคุย และได้รับรู้ถึงสิ่งที่การซักประวัติหรือการถามในเรื่องเชิงวิชาการทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้
จากเรื่องของคุณลุงคนนี้ ทำให้เราเริ่มกลับมาคิดว่าการที่เราต้องทำหน้าที่หรืออยู่ในบทบาทของนักศึกษาทันตแพทย์ที่กำลังฝึกปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่อาจารย์ตั้งไว้ หลายครั้งทำให้เรามองข้ามอะไรไปมากมาย โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกและมุมมองของคนไข้ สิ่งที่เรียกว่าคะแนนหรือ requirement แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ฝึกฝีมือให้อยู่ในระดับที่อาจารย์จะยอมรับและปล่อยให้ผ่านไปได้ก็จริง แต่มันก็กลับทำให้ใครหลาย ๆ คนที่ความจริงแล้วอยากจะรักษาคนไข้ด้วยหัวใจที่มีความเป็นมนุษย์ อยากจะใส่ใจหรือทำอะไรเพื่อคนไข้มากกว่านี้ แต่ก็ต้องลดทอนความรู้สึกนั้นออกไปเพราะมีข้อบังคับมากมายที่กดดันอยู่รอบด้าน โดยเฉพาะในคาบชี้ชะตาว่าเราจะรอดหรือไม่รอด
จากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนหลายคน พบว่าหากไม่ใช่คาบชี้ชะตาเราก็มักจะนั่งพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นหรือเรื่องส่วนตัวที่คนไข้ต้องการจะเล่าอย่างเปิดใจ โดยที่ไม่ได้รู้สึกรีบร้อนใจมากมาย เพราะโดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าทุกคนมีหัวใจที่พร้อมจะรับฟังและเข้าใจคนไข้เสมอ แต่ในชีวิตจริงคาบที่ไม่ชี้ชะตากลับมีน้อยเหลือเกินในการเรียนการสอนในคลินิกของคณะทันตแพทย์ เนื่องจากงานที่มากมาย และขั้นตอนที่ยากขึ้น ประกอบความกดดันเรื่องการบริหารเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ทุกคนคาดหวังว่าในแต่ละคาบเราจะต้องได้งานตามที่ตัวเองต้องการหรือวางแผนไว้ ทุกคนมักจะคิดในทำนองว่า ถ้าวันนี้ทำไม่ได้ถึงขั้นตอนนี้จะทำงานต่อไปไม่ทันแล้ว หรือถ้าวันนี้ไม่เสร็จจะทำงานส่งอาจารย์ไม่ทัน เพราะมีเงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อมบังคับเราอยู่ ทั้งอาจารย์ ทั้งเวลาที่จำกัด รวมถึงคะแนนหรือ requirement ทั้งหลาย หัวใจจึงหล่นหายไปจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนไข้ แต่สิ่งที่ทุกคนกลับมีเหมือนกันคือความลังเล ระหว่างใจที่อยากรับฟังและเข้าใจคนไข้ กับอีกใจที่อยากคิดถึงตัวเองว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะถ้าไม่ผ่าน นั่นหมายถึงการเรียนซ้ำอีก 1 ปี ต้องหลุดจากเพื่อน ๆ ในชั้นปีเดียวกัน เป็นความรู้สึกที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเจอทั้งนั้น สิ่งเหล่านนี้จึงนำมาสู่ความเครียดว่า จะเห็นใจคนไข้ หรือจะเห็นใจตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าทั้ง 2 อย่างนี้จะไปด้วยกันไม่ได้เสียทีเดียว ต้องหาจุดที่พอดีที่ทั้งสองอย่างจะอยู่ร่วมกันได้
เมื่อก็รู้กันดีอยู่ว่าถ้าไม่ใช่คาบชี้ชะตาความเป็นมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ แต่เหตุใดทุกวันนี้เราจึงมีแต่คาบที่เป็นคาบชี้ชะตาเต็มไปหมด เพราะระบบของคณะ เพราะกฎเกณฑ์ของวิชา เพราะอาจารย์ เพราะคนไข้ หรือเพราะตัวนักศึกษาเองนั่นแหละ? นี่คงเป็นคำถามที่ต้องขบคิดหาคำตอบกันต่อไป แต่ถึงอย่างไรแล้วเชื่อว่าโอกาสครั้งหนึ่งที่ทุกคนได้ใช้หัวใจสัมผัสกับคนไข้นี้ จะทำให้เราสามารถฉุกคิดขึ้นมาในขณะที่ให้การรักษาคนไข้รายอื่น ๆ ในอนาคตได้ว่า ปฏิสัมพันธ์ที่เรามีกับคนไข้และการรักษาที่เราทำอยู่นั้นใช้หัวใจที่มีความเป็นมนุษย์มากพอแล้วหรือยัง