หลังจากกลับมาถึงเมืองนนท์แล้ว จัดการภารกิจส่วนบุคคลเสร็จ ขอโอกาสมาเล่าต่อค่ะ หลังจากตัดสินใจรอเพื่อนของหลวงพี่ หลาน ๆ สองคนก็อยากจะกลับตามประสาเด็ก ทำให้หนูได้ดูใจตนเองชัดตอนที่หลาน ๆ มีกลยุทธุ์ต่าง ๆ แต่ที่เชื่อมั่นที่สุดอย่างที่ครูสอนมาคือ ใช้ใจ หนูพยายามสังเกตใจตนเอง สังเกตเขาทั้งคู่ ถ้าใจหนูไม่ร้อนรนไปกับคำอ้อนวอน แล้วปล่อยให้ทั้งคู่มีอิสระ ในการสำรวจหรือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในบริเวณวัด เขาก็ไม่งอแง แล้วพอเขาทั้งคู่ถาม หนูก็ใช้เหตุผล อธิบายเขา

น้องตั้มหลานชาย จะค่อนข้างติดการ์ตูน จากช่องเคเบิลทีวี หนูเลยลองถามเขาว่า "การ์ตูนเป็นของจำเป็นในชีวิตไหมลูก" 

เขาตอบทั้งทีว่ "จำเป็น ถ้าไม่ได้ดูมันจะอยากดูมาก" 

เหรออืม ถ้าหนูไม่ได้กินข้าวหลาย ๆ มื้อหล่ะ"

"ก็หิวหน่ะซิ ถามได้น้าติ๋วนี่"

"นั่นไงของจำเป็นสำหรับเรา นั่นคือ ไม่ได้กินแล้วอาจจะตายได้" 

"ถ้าตั้มไม่ได้ดูการ์ตูนก็อาจจะตายได้เหมือนกัน"

หนูหันไปยิ้มแล้วก็เอ่ยว่า "ดีเหมือนกัน น้าติ๋วจะช่วยทำศพให้ ถ้าตายเพราะไม่ได้ดูจริง ๆ" เขาหัวเราะเหอะ ๆ

 

หลัง ๆ มาสารภาพว่า จริง ๆ แล้ว ตั้มดูย้อนหลังจาก  youtube ก็ได้ ประโยคนี้ของเขา ทำให้หนูรู้สึกทั้งดีใจและเป็นห่วง

ดีใจคือ เด็ก ป.2 ในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ขนาดนี้ถือว่าเรียนรู้ได้เร็ว กังวล คือ ถ้าใช้ไม่ถูกทาง หรือ มากเกินไป อาจจะดูแลลำบาก แต่หนูก็ตัดใจไม่พูดต่อ เพราะเชื่อมั่นว่า พี่เขยและพี่สาวดูแล ลูก ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

ตลอดเวลาประมาณครึ่งชั่งโมงที่อยู่กับน้องตาลและน้องตั้ม ทำให้หนูได้เห็นอิสะภาพทางความคิดของเด็ก ให้นึกย้อนถึงคำพูดครูว่า "หาตนเอง ถ้ายังนึกไม่ออกให้นึกถึงตนเองตอนเด็ก"

แล้วพอเพื่อนหลวงพี่มาหนูจึงอ๋อ ตอนที่เจอหน้าท่าน พระรูปหนึ่งที่อยู่แถว ๆนั้นท่านเมตตานำทางเราทุกคนไปกุฏิหลวงพี่

ตอนนี้ท่านผอมลงจากตอนที่บวชใหม่มาก แต่เเววท่านอิ่มเอมและเป็นสุข ท่านยังฝากระลึกขอบพระคุณครู ที่ท่านเมตตานำท่านมาสู่เส้นทางแห่งมรรค แล้วฝากบอกหนูว่า

"ท่านพูดอะไรหน่ะให้เชื่อเลย เชื่อไว้ก่อน ทำไปก่อน บอกให้วิ่งชนต้นไม้ ก็วิ่งชนไปก่อน ไม่ต้องขัด"

"ท่านสอนด้วยหัวใจของคนที่มีธรรม เชื่อท่านโลด"

หนูรู้สึกชื่นชมท่านมาก ๆ การได้เจอท่าน เป็นเหมือนกำลังใจในการเดินในเส้นทางนี้ ท่านบอกหนูอีกว่า "ชีวิตมันเหมือนมีคนขีดไว้เเล้ว มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทำไป ภาวนาไป ไม่มีอย่างอื่นอีกแล้ว ภาวนาอย่างเดียว ศีล สมาธิ ปัญญา จะเสริมกัน ศีลอ่อน สมาธิก็อ่อน ปัญญาก็อ่อน ศีลดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดีด้วย ทำไปเรื่อย ๆ หิริโอตัปปะก็จะเกิดขึ้นมาแล้วเราก็จะทำผิดศีลไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น"

 แล้วท่านก็เมตตาเล่าสภาวะที่เกิดขึ้นกับท่านให้ฟัง หนูก็เหมือนได้ฟังเฉย ๆ ยินดีกับท่านแต่ก็ไม่ได้เข้าใจ

ขณะที่คุยกับท่าน หลานสองคนก็เล่นอยูใกล้ ๆ ไม่ห่าง เราก็เหมือนได้ดูใจไปด้วย ขณะที่สนทนากับหลวงพี่

หนูกราบลาท่านด้วยความซาบซึ้งในความเมตตาและก็บอกว่าอาจจะไม่ได้มาบ่อย ๆ แต่หากมีสิ่งใดให้รับใช้ก็ฝากพ่อได้ หนูยินดี

 

กลับลงมา หนูพาหลาน ๆ ไปซื้อขนมเป็นรางวัลที่มีความอดทน อยู่เป็นเพื่อนหนูหลายชั่วโมง หนูเชื่อว่าเป็นกำลังใจในการทำความดี

บ่าย ๆ หนูกลับมาที่บ้าน ทำงานถวายหลวงพี่ตามที่ท่านเมตตาบอกบุญมา เย็น ๆ แม่แวะมาคุยด้วยและชวนไปบ้านป้า แต่พอท่านทราบว่าหนูขอไปภาวนาที่วัด ท่านจึงบอกว่าไม่เป็นไร เปลี่ยนแผนเล็กน้อย สุดท้ายพอทำงานเสร็จ อืมก็เสร็จเท่าที่เสร็จ หกโมงพี่สาวเตือนว่าให้รีบไปวัดเพราะว่าเดี๋ยวจะมืด

อืมเป็นความรู้สึกดี ๆ มาก ๆ เลยค่ะ จากเเรก ๆ แต่ละคน รู้สึกเป็นห่วง กังวลกับการไปภาวนาที่วัดคนเดียว แต่ตอนนี้เปลี่ยนไป แต่ละคนช่วยอำนวยความสะดวก และอนุโมทนาสาธุกับการไปวัดในครั้งนี้ มันดีมาก ๆ ค่ะ

ระหว่างทางขับรถไปวัด หนูได้คุยกับครู หนูบอกท่านว่า "ไม่รู้ยังไงค่ะ หนูรู้สึกรักครูม๊าก มาก" ครูท่านเมตตาสอนหนูว่า "ระวังมันจะยึด" "วันนี้วันครูด้วยค่ะ หนูของกราบขอบพระคุณครู" ท่านเอ่ยว่า "ระลึกถึงครูมันดีแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นวันครู อย่าหลงไปกับโลก แต่ให้ระลึกทุกวัน"

ท่านเตือนหนูว่า "ใจหนูยังไม่เบา ถ้าภาวนาปุ๊บมันก้จะเบาเลย" หนูบอกท่านว่า "หนูจะพยายามค่ะ" ครูท่านบอกว่า "พูดกี่ทีละไม่เห็นจะทำได้"

หนูบอกกับตนเองว่า "เอาหล่ะ ทำให้ดีที่สุดอดทน ๆ"

พอขึ้นไปถึงวัด ที่ครัวมีชาวสิงคโป อยู่หลายคน ทำให้หนูรู้สึกว่า ไม่ว่าชาติไหน เราก็ใจเดียวกัน

สักพักพองานในครัวเรียบร้อย หนูจึงขอแยกตัวไปภาวนา

ขณะภาวนาหนูระลึกไว้ในใจว่า "หนูเป็นผู้มีโอกาสในการภาวนาน้อย ต้องเร่งทำความเพียร"

ด้วยความสงบและวิเวกของสถานที่ เกื้อหนุนให้ใจสบาย

กราบขอบพระคุณครูบาอาขารย์ที่เมตตาเจ้าค่ะ