อาจารย์ Small man,
- ก่อนอื่น ขออนุโมทนาต่อการใช้โอกาสดีๆ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
- การกำหนด "พอง/ยุบ" มีที่มาจากสำนักปฏิบัติที่มีชื่อเสียงในประเทศพม่า
- นักปฏิบัติในประเทศไทยหลายท่านได้ใช้แนวทางนี้ ซึ่งอาจจะสอดรับกับจริตของบางท่าน คุณแม่สิริก็ได้ใช้หลักการนี้เช่นกัน
ข้อสังเกตต่อการปฏิบัติ
- เพิ่งจะเคยได้ยินวาทกรรมนี้ครั้งแรก (ตามที่อาจารย์เล่า) ว่ามี "สมาธิเปิดโลก" เพราะปกติจะมีแต่วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก คือ วันออกพรรษา
- แสดงอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะปฏิบัติ เช่น การร้องไห้ หัวเราะ การกรีดร้อง การกระโดด และการโอนเอนไปมา จัดเป็น "สภาวะธรรม" อย่างหนึ่งของการนั่งสมาธิ หน้าที่ของนักปฏิบัติคือ ต้องกำหนดรู้ "ปัจจุบันารมณ์" หรือ อารมณ์ป้จจุบัน อารมณ์ใดชัดเจนที่สุด ให้กำหนดอารมณ์นั้น เช่น สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ รวมไปถึงการร้องไห้
- อาการของการร้องไห้ อาจจะมาจากการที่จิตของเราเข้าถึง "อารมณ์ปีติ" เมื่อเกิดปีติแล้ว เราไม่กำหนด และรู้เท่าทันปีตีจึงร้องไห้ อาการของปีติอาจจะนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ไม่ทานอะไรก็ได้
คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาปฏิบัติ "หน้าตาอมทุกข์"
- แน่นอน ถ้าไม่ทุกข์ หรือเผชิญกับทางตัน คนอาจจะ "ไม่เห็นคุณค่าของสมาธิ"
- ในขณะปฏิบัติ หน้าตาอาจจะทุกข์ได้เช่นนั้น เพราะอาจจะเิกิดจากความเีครียด เพราะเผชิญกับเวทนาอย่างหนัก ในขณะนั่งใหม่ๆ ยังไม่สามารถกำหนดอารมณ์ปัจจุบันได้ทัน หรืออาจจะเครียดเพราะตามอารมณ์ปัจจุบันหรือกำหนดไม่ทัน
- หรืออาจจะฟุ้งซ้านเพราะคิดเรื่อยเปื่อย หรือรำคาญเสียงคนที่อยู่รอบๆ เพราะกำหนดเสียงเหล่านั้นไม่ทััน
ยิ่งดูยิ่งไม่น่าใช้สมาธิในพระพุทธศาสนา
- สภาวะธรรมที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น แล้วอาจารย์บอกว่า "เป็นเพราะกรรม" ต้องปล่อยให้เป็นไปแบบนั้น ไม่ต้องไปยุ่ง อธิบายได้ว่า เป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพราะเมื่อเราปฏิับัติกรรมฐาน อาการเหล่านั้นบางครั้งก็มาปรากฎในขณะปฏิับัติกรรมฐาน
- หน้าที่ของเราคือให้กำหนดอารมณ์ปัจจุบันให้ทัน อย่าตามอารมณ์ หรือปล่อยไปโดยไม่ยอมกำหนด เพราะอาจจะทำให้หลงทางในขณะปฏิบัติได้
- หน้าที่ของอาจารย์สอนกรรมฐาน คือ การแก้อารมณ์ของโยคีหรือผู้ปฏิบัติให้ได้ เพราะให้ผ่านพ้นสถานการณ์ที่กำลัง "ติดหล่ม" หรือ "กำดัก" ต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติ
เหล่านี้ เป็นข้อสังเกตของอาตมา ประสบการณ์ที่เคยปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ๔๕ วันเต็ม และปฏิบัติกรรมฐานมาตั้งแต่เป็นสามเณรเมื่อ ๒๗ ปีที่แล้ว เคยเห็นสภาวะธรรมที่โยมเล่า แต่อาจารย์จะแก้ไขให้ตลอดเวลาในขณะที่สอบอารมณ์
การปฏิบัติกรรมฐานใหม่ๆ ไม่ควรปฏิบัติคนเดียว หรืออยู่คนเดียว หากจะปฏิบัติแบบเคร่งครัด (Intensive) ควรมีอาจารย์หรือกัลยาณมิตรคอยให้คำแนะนำ หรือ "แก้อารมณ์" ให้ เพื่อไม่ให้เราติดตัน และก้าวหน้าต่อไปอยู่เรื่อยๆ
แต่ถ้าต้องการปฏิบัติเื่พื่อให้เกิดความสงบชั่วคราว อาจจะเริ่มตั้งแต่ห้านาที สิบนาที ยี่สิบนาที โดยการไต่เพดานขึ้นไปเรื่อยๆๆ จนกว่าเราจะคุ้นเคย ถึงกระนั้น เราก็ควรหาโอกาสที่จะสนทนาหลักการปฏิบัติกับ "วิปัสสนาจารย์" เพื่อเิพิ่มประสบการณ์ในการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การปฏิบัติสมาธิ นับเป็นบุญสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา สมาธิเป็นของดีและประเสริฐ แต่ถ้าเรามีท่าทีที่ไม่ถูกต้อง หรือปฏิบัติไม่ถูกต้องต่อสิ่งที่ดีและประเสริฐ ผลเสียย่อมเิกิดขึ้นแก่เราในที่สุด อุปมาเช่นกับ "ไฟฟ้า" ที่ให้แสงสว่างแก่เรา หากเราปฏิบัติไม่เหมาะสมกับไฟฟ้า ไฟฟ้าอาจจะช๊อตเราตายก็ได้
ในขณะนี้วัดต่างๆ พยายามจะเปิดวัดให้เป้นที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยกสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดโครงการ "หนึ่งตำบล หนึ่งวัดกรรมฐาน" เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวพุทธทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์จากวัด หลัังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ของปัญญาทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
แต่วัดก็ควรจะสอดส่อง และกำักับพร้อมทั้งตรวจสอบอาจารย์สอนกรรมฐาน หรือ "วิปัสสนาจารย์" ที่จะทำหน้าที่สอนว่า ได้รับการพัฒนาและฝึกอบรมมามากน้อยเพียงใด เพราะจะมีผลต่อ "สอบอารมณ์" และ "แก้อารมณ์"
อยากให้ประเทศไทยปฏิบัติกันเยอะๆ เพราะตอนนี้สังคมตะวันตกเห็นคุณค่าของกรรมฐานเป้นอย่างมาก จากประสบการณ์ที่เคยไปอยู่อังกฤษและสอนกรรมฐานแก่ฝรั่ง พบว่า ฝรั่งหลายคนได้ประโยชน์จากกรรมฐาน และเห็นมาตั้งสำนัก ปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในอเมริก และยุโรป หลายคนตัดสินใจเดินมาประเทศไทยและพม่าเพื่อปฏิับัติต่อ ประเทศไทยมีศาสนาพุทธคู่ชาติไทย มีวัดไทย แล้วเราจะได้อะไรจากสิ่งที่เรามีอยู่บ้าง