เปลี่ยนชื่อมณฑลครั้งที่ ๒
ในปี ร.ศ. ๑๑๙ (พ.ศ. ๒๔๔๓) กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยได้ตรากฎกระทรวง ซึ่งมีชื่อว่า กฎข้อบังคับเรื่องเปลี่ยนชื่อมณฑล ๔ มณฑล ดังนี้
๑. มณฑลตะวันออก ให้เรียกว่า มณฑลบูรพา
๒. มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เรียกว่า มณฑลอีสาน
๓. มณฑลฝ่ายเหนือ ให้เรียกว่า มณฑลอุดร
๔. มณฑลฝ่ายตะวันตกเฉียงเหนือ ให้เรียกว่า มณฑลพายัพ
ในปี ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนี้
๑. มณฑลอีสาน ประกอบด้วย ๔ บริเวณ (มีบริเวณอุบลราชธานี, ขุขันธ์, สุรินทร์ และร้อยเอ็ด) ๑๓ เมือง และ๒๖ อำเภอ
๒. มณฑลอุดร ประกอบด้วย ๕ บริเวณ (มีบริเวณหมากแข้ง, ธาตุพนม, สกลนคร, ภาชี และน้ำเหือง) ๕ เมือง และ ๓๑ อำเภอ
๓. มณฑลนครราชสีมา ประกอบด้วยเมือง ๓ เมือง ๑๗ อำเภอ ดังนี้
๓.๑ เมืองนครราชสีมา มีอำเภอในปกครอง ๑๐ อำเภอ คือ
๓.๑.๑ เมืองนครราชสีมา
๓.๑.๒ เมืองพิมาย
๓.๑.๓ นอก (บัวใหญ่)
๓.๑.๔ สูงเนิน
๓.๑.๕ กลาง (โนนสูง)
๓.๑.๖ จันทึก (ปัจจุบันเป็นตำบล ขึ้นสีคิ้ว)
๓.๑.๗ กระโทก (โชคชัย)
๓.๑.๘ ปักธงชัย
๓.๑.๙ พันชนะ (ด่านขุนทด)
๓.๑.๑๐ สันเทียะ (โนนไทย)
๓.๒ เมืองบุรีรัมย์ มีอำเภอสังกัด ๔ อำเภอ คือ
๓.๒.๑ พุทไธสง
๓.๒.๒ รัตนบุรี (ปัจจุบันสังกัดสุรินทร์)
๓.๒.๓ นางรอง
๓.๒.๔ ประโคนชัย
๓.๓ เมืองชัยภูมิ มีอำเภอสังกัด ๓ อำเภอ คือ
๓.๓.๑ จตุรัส
๓.๓.๒ เกษตรสมบูรณ์
๓.๓.๓ ภูเขียว
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ มณฑลอีสานได้แบ่งออกเป็น ๒ มณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด และภายหลังมณฑลทั้งสองนี้ได้ถูกรวมเข้ากับ มณฑลนครราชสีมา
มณฑลต่างๆ ได้ถูกประกาศยุบลงไปตามลำดับ ดังนี้
๑. มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบล ประกาศยุบไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘
๒. มณฑลนครราชสีมา และมณฑลอุดร ถูกยุบไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖
ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖ จัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด และอำเภอ จังหวัดมีฐานะเป็นหน่วยบริหารราชการแผ่นดิน มีข้าหลวงประจำจังหวัด และกรมการจังหวัดเป็นผู้บริหาร และยกเลิก แบ่งเขตออกเป็นมณฑลเสีย ต่อมาได้มีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอีก โดยแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวกับจังหวัด ดังนี้
๑. ให้จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล
๒. อำนาจบริหารในจังหวัด ซึ่งเดิมตกอยู่แก่คณะบุคคล หรือคณะกรมการจังหวัด ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นขึ้นอยู่กับบุคคลคนเดียว คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด
๓. คณะกรมการจังหวัด เดิมเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในจังหวัด ได้กลายเป็นคณะเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด
๔. ในปี ๒๕๑๕ ได้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๑๕ ได้จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัด และอำเภอ ให้จังหวัดเป็นที่รวมท้องที่หลายๆ อำเภอ มีฐานะเป็นนิติบุคคล การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ และให้มีคณะกรมการจังหวัด เป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น
ทำเนียบรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าเมือง ข้าหลวงประจำจังหวัด และผู้ว่าราชการ จังหวัดบุรีรัมย์
๑. พระยารังสรรค์สารกิจ (เลื่อน) ตั้งแต่ ๒๐ ส.ค. ๒๔๔๑ - ๖ มิ.ย.๒๔๔๔
๒. พระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง) " ๖ มิ.ย. ๒๔๔๔ - ๑ ต.ค. ๒๔๕๑
๓. พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ " ๑ ต.ค. ๒๔๕๑ - ๒๔๕๕
๔. พระยาราชเสนา " ๒๔๕๕ - ๒๔๕๖
๕. หม่อมเจ้านิสากร " ๒๔๕๖ - ๒๔๖๐
๖. หลวงรังสรรค์สารกิจ " ๒๔๖๐ - ๒๔๖๒
๗. พระยานครภักดีศรีนครนุรักษ์ " ๒๔๖๓ - ๑ เม.ย. ๒๔๖๘
(ม.ร.ว. ชุบ นพวงศ์ ณ อยุธยา)
๘. พระยาสุริยราชวราภัย . " ๒๖ มี.ค. ๒๔๖๘ - ๑ มิ.ย. ๒๔๗๑
๙. พระพิทักษ์สมุทรเขต " ๒๒ พ.ค. ๒๔๗๑ - ๒๒ ก.พ. ๒๔๗๖
๑๐. พ.ต.ท. พระกล้ากลางสมร " ๒๒ ก.พ. ๒๔๗๖ - ๒๕ เม.ย. ๒๔๗๘
๑๑. พ.ต.ต. หลวงอัสวินศิริวิลาส " ๒๕ เม.ย. ๒๔๗๘ - ๑๖ ม.ค. ๒๔๗๙
๑๒. หลวงสฤษดิ์สาราลักษณ์ ตั้งแต่ ๑๖ ม.ค. ๒๔๗๙ - ๑๘ เม.ย. ๒๔๘๐
๑๓. หลวงบรรณสารประสิทธิ์ " ๑๘ เม.ย. ๒๔๘๑ - ๑๘ เม.ย. ๒๔๘๒
๑๔. พ.ต. ขุนทะยานราญรอน " ๑๘ เม.ย. ๒๔๘๒ - ๒ ก.ค. ๒๔๘๓
๑๕. ขุนพิเศษนครกิจ " ๒ ก.ค. ๒๔๘๓ - ๖ ก.ค. ๒๔๘๕
๑๖. หลวงปราณีประชาชน " ๖ ม.ค. ๒๔๘๕ - ๒๔ ต.ค. ๒๔๘๕
๑๗. ขุนไมตรีประชารักษ์ " ๑๘ พ.ย. ๒๔๘๕ - ๖ ก.ค. ๒๔๘๖
๑๘. หลวงบริหารชนบท " ๒ ก.ค. ๒๔๘๖ - ๒๒ พ.ย. ๒๔๘๗
๑๙. ขุนศุภกิจวิเลขการ " ๑๙ ธ.ค. ๒๔๘๗ - ๗ ต.ค. ๒๔๘๙
๒๐. นายสุทิน วิวัฒนะ " ๗ ต.ค. ๒๔๘๙ - ๗ ก.พ. ๒๔๙๒
๒๑. ขุนอารีย์ราชการัณย์ " ๑๑ เม.ย. ๒๔๙๒ - ๑๑ พ.ย. ๒๔๙๒
๒๒. ขุนบุรราษฎร์นราภัย " ๑๔ ม.ค. ๒๔๙๓ - ๗ ม.ค. ๒๔๙๕
๒๓. หลวงธุรนัยพินิจ " ๘ ม.ค. ๒๔๙๕ - ๘ มี.ค. ๒๔๙๘
๒๔. พ.อ. จำรูญ จำรูญรณสิทธิ์ " ๘ มี.ค. ๒๔๙๘ - ๒๔ เม.ย. ๒๔๙๙
๒๕. นายชู สุคนธมัต " ๗ มิ.ย. ๒๔๙๙ - ๒๓ ก.ย. ๒๕๐๑
๒๖. นายเอนก พยัคฆันตร " ๑๕ ต.ค. ๒๕๐๑ - ๕ ต.ค. ๒๕๐๕
๒๗. นายสมอาจ กุยกานนท์ " ๕ ต.ค. ๒๕๐๕ - ๘ ม.ค. ๒๕๑๑
๒๘. นายสุรวุฒิ บุญญานุศาสน์ " ๙ ม.ค. ๒๕๑๑ - ๑๗ พ.ค. ๒๕๑๖
๒๙. นายวุฒินันท์ พงศ์อารยะ " ๑ ต.ค. ๒๕๑๖ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๑๙
๓๐. นายบำรุง สุขบุษย " ๑ ต.ค. ๒๕๑๙ - ๓๐ ก.ย. ๒๕๒๔
๓๑. นายยุทธ แก้วสัมฤทธิ์ " ๑ ต.ค. ๒๕๒๔ - ปัจจุบัน
บุรีรัมย์ตำน้ำกิน
“บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” เป็นคำพังเพยในอดีตที่แสดงถึงภาวะการขาดแคลนน้ำในบริเวณพื้นที่อันเป็นเขตการปกครองของจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีต และแสดงถึงความเฉลียวฉลาดของชาวบุรีรัมย์สมัยก่อนที่นำเอาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติมาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ
กรรมวิธีที่ได้ชื่อว่าเป็นการตำน้ำกิน คือการขุดหลุมดินขนาดย่อมขึ้นก่อน แล้วตักเอาโคลนตมในบ่อ สระ หรือบึง มาใส่หลุมที่ขุดไว้ และย่ำด้วยเท้าจนเป็นเลน
หรือนำมาใส่ครุไม้ไผ่ยาชัน แล้วตำด้วยไม้ให้โคลนเลนมีความหนาแน่นสูงขึ้น ปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน น้ำจากโคลนเลนจะปรากฏเป็นน้ำใสอยู่ข้างบนตักไปใช้บริโภคได้ แก้ปัญหาการ ขาดแคลนน้ำอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าให้ลุล่วงไปได้
“บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” เป็นคำพังเพยที่อยู่ในความทรงจำ และความภาคภูมิใจ ในอดีตของชาวบุรีรัมย์ ในฐานะที่เป็นคำพังเพยที่แสดงถึงความยากลำบากและทรหดอดทนของบรรพบุรษผู้บุกเบิกแผ่นดิน ให้ประโยชน์ตกทอดแก่ลูกหลาน เหลน ในปัจจุบัน และในฐานะที่สามารถนำความรู้ เกี่ยวกับธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อย่างเฉลียวฉลาด
ปัจจุบันภาวะเรื่องน้ำของจังหวัดบุรีรัมย์ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดต่างๆ เพิ่มขึ้น และสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทก็ได้ปิดกั้นทำนบ เหมืองฝาย และ ขุดลอก ห้วย หนอง คลอง บึง สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สร้างสระน้ำมาตรฐานขึ้นเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นสร้างถังเก็บน้ำฝน สระน้ำ บ่อน้ำตื้น บ่อบาดาล หอถังจ่ายน้ำโดยสร้างเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความหมายและภาพพจน์ของคำพังเพยดังกล่าวได้หมดไปแล้วในปัจจุบัน