ขอบพระคุณค่ะคุณกานต์

พอคุณเอ่ยถึงความเหงา....อืม

มันเป็นความแปลกประหลาดที่ปรากฏข้อในใจของติ๋วค่ะ ตั้งแต่รู้จักครู ท่านเพียรสอนให้หนูภาวนา ทำความรู้จักตนเอง หันมามองตนเอง แก้ไข ปรับปรุงตนเอง ดัดนิสัยตนเอง

แม้ตัวติ๋วเองภาวนาแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ สติปัญญาไม่ค่อยมี
ที่มั่นใจว่าตนเองมีคู่ใจคือ ความอดทน อดทนในความบีบคั้นในใจของตนเอง อดทนในความอยากไหลไปตามกิเลส ตามโลก ตามความเคยชินเดิม ๆ สู้กับมัน เพื่อทำความเข้าใจ จนมารู้สึกตัวอีกทีกลับพบว่า อ้าวเฮ้ย ความเหงาหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะถ้าได้อ่านบันทึกนี้ ของติ๋ว

คงพอจะทราบว่า ติ๋วเป็นคนที่ทุกข์ทรมาร กับความเหงามาก ๆ มาก่อน เป็นความเจ็บปวดทรมาร ที่ใครไม่เคยเป็นก็คงไม่มีทางเข้าใจได้เลย

อืม........ทำไมตอนนี้มันหล่นหายไปนะ?

ไม่ใช่หนูตั้งใจเขวี้ยงความเหงาไปนะคะ หนูคงโชคดี

ที่มีครูคอยสอน คอยประคับประคอง ฝึกฝน อบรม ให้เจริญสติ อดทนกับความทุกข์บีบคั้นที่เกิดขึ้น

ประมาณว่า "ถ้ายังโง่อยู่ ไม่มีปัญญาก็ต้องอดทน" คำ ๆ นะ ติ๋วเอาไว้เตือนตนเอง ตอนที่ใจมันดิ้นรน

ก่อนหน้านี้ที่มันจะดูถูกตนเอง ว่าอันนี้หนูทำไม่ได้หรอก แต่ครูท่านก็ให้โอกาสเรื่อย ๆ จาก ที่ไม่ค่อยจะได้เรื่อง แต่พอฝึกฝน อดทน ทำไปเรื่อย ๆ กลับพบว่า หนูทำได้และก็ทำได้ดีอีกด้วยค่ะ

 

อืมทำให้ติ๋วต่อยอดปั่นความรู้เขียนบันทึกเรื่อง

มีสติ อดทน พ้นความเหงา

ขอบพระคุณนะคะคุณกานต์