ขอร่วมเสริมวิธีการสอนด้วยค่ะ
แนวการสอน สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่แล้ว ถ้ามีใครสักคนมาถามว่า ลูกเรียนที่ไหน โรงเรียนนี้เป็นอย่างไร แล้วเขาใช้แนวการสอนแบบไหน สองคำถามแรกคุณอาจจะตอบได้โดยไม่ขัดข้อง แต่คำถามท้ายที่สุดว่า โรงเรียนนี้สอนแนวไหน คงไม่ง่ายที่จะคิดคำตอบขึ้นมา และแม้ว่าจะได้คำตอบว่าแนวนั้น แนวนี้ แต่ถ้าจะให้อธิบายว่าแนวที่ว่านั้นเป็นอย่างไร พ่อแม่หลายคนคงยังอธิบายได้ไม่ชัดเจนนัก เพื่อเป็นข้อมูลให้กับคุณพ่อคุณแม่ และเป็นแนวทางในการเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมกับลูกต่อไปในอนาคต ครูเมย์มีข้อมูลเรื่องแนวการสอนของโรงเรียนในเมืองไทยมานำเสนอค่ะ การสอนของมอนเตสซอรี ผู้คิดค้นคือดร.มาเรีย มอนเตสซอรี แนวการสอนของมอนเตสซอรี เน้นให้เป็นไปตามพัฒนาการและความต้องการของเด็ก โดยมีความเชื่อว่าเด็กควรได้พัฒนาประสาทสัมผัส การเคลื่อนไหว ได้มีการหยิบจับกระทำ เพื่อให้สามารถพึ่งตนเองได้ (Independence) อุปกรณ์ในการฝึกประสาทสัมผัสของมอนเตสซอรี่ที่เรียกว่า didactic apparatus มีชื่อเสียงมาก มอนเตสซอรีเชื่อว่าเด็กปฐมวัยชอบความมีระเบียบ จึงเน้นการเตรียมการสอนของครูให้เป็นไปตามขั้นตอน และเน้นการเรียนรู้รายบุคคล โดยเด็กจะฝึกกระทำกับอุปกรณ์ที่เตรียมไว้เป็นรายบุคคล แต่การแนะนำการใช้อาจจะเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อน การสอนของ วอลดอร์ฟ ผู้คิดค้นคือ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ จะเน้นการสอนตามพัฒนาการของเด็ก ให้เด็กเรียนรู้ด้วยการเล่น เพื่อพัฒนาการใช้อวัยวะส่วนต่างๆ สไตเนอร์เน้นการใช้อุปกรณ์และวิธีสอนที่เป็นกิจกรรม (Activity) ที่ให้เด็กได้กระทำได้แสดงเพื่อฝึกการคิดและจินตนาการ วิชาทางด้านศิลปะ ดนตรี การวาดเขียนและงานภาคปฏิบัติ เช่น ทำสวน ประกอบอาหาร หรืองานประดิษฐ์ซึ่งจะเหมาะกับเด็ก สไตเนอร์ไม่เน้นการสอนทางวิชาการโดยกล่าวว่า ในวัยนี้การเล่นสำคัญสำหรับชีวิตเด็ก การเล่นนอกจากเด็กได้พัฒนาการ เคลื่อนไหว การคิด และสมาธิหรือความจดจ่อในงานหรือสิ่งที่กระทำ การเล่นยังเป็นการสร้างเจตคติที่จะมีต่อชีวิตภายหน้าของเด็ก “Children's attitude to play shows later at their attitude to life” การสอนแบบ นีโอฮิวแมนนิส จุดเริ่มของแนวคิดนี้ มาจากโยคีชาวอินเดียผู้ยิ่งใหญ่ พี. อาร์. ซาร์การ์ ที่นำศาสตร์ทางตะวันออกกับความทันสมัยแบบตะวันตกมาผสมผสานเข้าด้วยกัน เช่น มีการให้เด็กๆ ฝึกสมาธิ ทำโยคะ ขณะเดียวกันก็ใช้เสียงเพลงและวิธีการสอนใหม่ๆ รวมเข้าไปด้วย การสอนภาษาแบบธรรมชาติ (Whole Language Approach) แนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติ ตั้งต้นจากจุดสำคัญที่ว่าเด็กเรียนรู้ภาษามาตั้งแต่วัยทารกและการเรียนรู้ภาษาจะมาจากประสบการณ์ที่มีความหมาย ได้รับการสนับสนุนให้กำลังใจจากผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างในการพูด ฟัง อ่าน เขียน การเรียนรู้ภาษาจะง่ายและสนุกสำหรับเด็กถ้าเด็กเข้าใจ มีประสบการณ์ตรงและได้อภิปรายพูดคุยในบรรยากาศที่อบอุ่น ยอมรับ ทั้งเด็กจะเรียนรู้ภาษาได้ดี ประสบการณ์ วัสดุอุปกรณ์และหนังสือชนิดต่างๆ การสนทนา อภิปรายกับเพื่อนและครู การเล่น การมีโอกาสเลือกกิจกรรมโดยอิสระ การได้รับการยอมรับนับถือในตน การช่วยเหลือแนะนำและให้กำลังใจเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเรียนอย่างมีความสุขและมีความใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง มิใช่ต้องถูกบังคับหรือหลอกล่อจากแรงจูงใจภายนอก การสอนแบบไฮ/สโคป หลักสูตรไฮ/สโคป เน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active learning) ความสำคัญของการเรียนรู้แบบลงมือกระทำผ่านมุมประสบการณ์หรือศูนย์การเรียนที่หลากหลายด้วยวัสดุอุปกรณ์และกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก การแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้นได้รับการส่งเสริมในขณะเด็กวางแผนในแต่ละวันว่าจะทำอย่างไร ปฏิบัติตามที่วางแผนและทบทวนสิ่งที่พวกเขาได้ทำ ครูใช้การสอนกลุ่มย่อยเพื่อกระตุ้นพัฒนาการการใช้คำถาม การสนับสนุนและการขยายการเรียนรู้ของเด็กๆ ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มพูนทักษะการสื่อสาร การสอนแบบโครงการ (Project Approach) การสอนแบบโครงการเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีที่สามารถส่งเสริมให้เด็กรู้จักตัดสินใจ โครงการคือการสืบค้นหาข้อมูลอย่างลึกตามหัวเรื่องที่เด็กสนใจควรแก่การเรียนรู้ พยายามที่จะค้นหาคำตอบจากคำถามที่เกี่ยวกับหัวเรื่อง ไม่ว่าคำถามนั้นจะมาจากเด็ก จากครูหรือจากเด็กและครูร่วมกันก็ตาม จุดประสงค์ของโครงการก็คือการเรียนรู้เกี่ยวกับหัวเรื่องมากกว่าการเสาะแสวงหาคำตอบที่ถูกต้องเพื่อตอบคำถามที่ครูเป็นผู้ถาม การสอนแบบพหุปัญญา โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ ได้ค้นพบว่ามนุษย์เราเกิดมาย่อมมีความฉลาดแตกต่างกัน บางคนฉลาดในเรื่องของคณิตศาสตร์ บางคนเก่งด้านภาษา การ์ดเนอร์จึงได้แบ่งความฉลาดของมนุษย์ออกมาเป็นด้านๆ อันได้แก่ ด้านภาษา ด้านตรรกะหรือคณิตศาสตร์ ด้านมนุษย์สัมพันธ์ ด้านการควบคุมอารมณ์ตนเอง ด้านตนและการเข้าใจตนเอง ด้านร่างกาย ด้านดนตรีและการเคลื่อนไหว ฯลฯ ทั้งนี้เราควรจัดกิจกรรมให้เด็กปฐมวัยได้มีความฉลาดรอบด้าน การสอนภาษาต่างประเทศ ปัจจุบันมีหลายๆ โรงเรียนที่เปิดสอนภาษาต่างประเทศมากมาย อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ โดยนำรูปแบบการสอนจากประเทศนั้นๆ มาใช้สอน ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาก เด็กจะได้เรียนภาษาที่สองเพิ่มขึ้น โดยคุณครูเจ้าของภาษา เด็กจะได้คุ้นเคย สนุก และมีความสุขกับกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านภาษา [ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ vol.16 Issue 181 August 2008 ]