ระเด่นลันไดเที่ยวสีซอขอข้าวกินตามตลาดเสาชิงช้า หน้าโบสถ์พราหมณ์ มีทหารหมาคอยเห่าหอนเฝ้ายามให้ พอโพล้เพล้ใกล้ค่ำก็สุมควันไล่ยุงแล้วนอนสูบกัญชาบนเสื่อลำแพนจนเมาพับ
พอตะวันโด่งก็ตื่นขึ้นมาอาบน้ำล้างหน้าทาดินสอพอง สวมกางเกงขาดๆ สวมประคำดีควายสะพายยาม ถือกระบองกันหมาแล้วเที่ยวสีซอไปตามทางเหมือนอย่างเคย
จนมาถึงเมืองหนึ่งซึ่งใหญ่กว้าง มีเล้าหมูอยู่ใต้ถุน มีคอกโคอยู่ข้างกำแพงวัง พอระเด่นลันไดเดินเข้าไป หมาก็พากันล้อมเห่ากันเสียงดัง
ฝ่ายนางประแดะซึ่งพอตอนเช้าท้าวประดูผู้สามีออกไปเลี้ยงวัว นางอยู่ในห้อง คอยหั่นกัญชาไว้รอท่า ก็ได้ยินเสียงหมาเห่า นึกว่าวัวหลุดเข้าไปในสวนกล้วย เลยโผล่ออกมาดูตรงหน้าต่างและตวาดหมา พอเห็นระเด่นลันไดก็ชอบใจ
ตอนนั้นเอง ระเด่นลันไดพอหันมาพบสบตานางประแดะ เห็นรูปร่างของนางก็นึกพอใจเช่นกัน แล้วก็สีซอขึ้น และทำท่าทางให้นางประแดะหัวเราะ เพื่อเกี่ยวนาง หลังจากที่นางประแดะได้ฟังลีลาการสีซอของระเด่น ก็รู้สึกจับในความไพเราะ ก็เกิดความรักอันร้อนแรงลืมแม้กระทั่งผัวของตัวเอง นึกอยากจะได้ท้าวประดูมาเป็นคู่ชู้สักวัน จึงรีบจัดแจงตักข้าวกล้อง ปลาสลิดมาหวังให้ทานแก่ระเด่นลันได
ฝ่ายระเด่นลันไดก็พูดจาลดเลี้ยวเกี่ยวพานต่างๆ แต่นางประแดะก็ทำเป็นเล่นตัวบ่ายเบี่ยงแต่ก็ยังบอกชื่อตัวเองและชื่อผัวให้ ระเด่นรู้ ระเด่นก็บอกว่าคืนนี้พี่จะลอดช่องแมวขึ้นไปหาให้เปิดประตูไว้รอรับ แล้วก็จากไปทั้งที่สมอารมณ์หมายและอาลัยอาวร
ด้านท้าวประดู่ที่เลี้ยงวัวอยู่ วันที่จะเกิดเหตุก็มีลางให้กระตุกนัยน์ตาทั้งสองข้าง ตุ๊กแกลงตงมาตรงหน้าคลานไปมาแล้วก็ตาย เห็นแม่โคผลัดขึ้นสัดโคผู้ ก็หวั่นใจว่าจะมีเหตุอะไรสักอย่างแน่ จึงรีบไล่โคกลับมาเมือง (บ้าน)
มาถึงบ้าน ก็เห็นข้าวพร่องไป ปลาสลิดก็หายหมด พอเข้าในห้องจึงเรียกนางประแดะมาว่า มีใครไปมาบ้านเราบ้างหรือเปล่า นางประแดะก็ตอบกระอึกกระอักว่าไม่มีใครหรอก น้องก็นอนอยู่ในบ้าน ไม่เห็นมีใครเลย
ท้าวประดู่ยังแคลงใจอยู่จึงบอกว่า ข้าวปลาอาหารหายไปหมดแล้วจะไม่มีใครได้อย่างไร บอกมาอย่าโกหก สุดท้ายนางประแดะกลัวสามีจึงบอกว่า วันนี้มีหน่อเนื้อกษัตรามาสีซอขอข้าวสาร น้องจึงให้ทานพอพ้นๆ ไป
พอท้าวประดู่ได้ฟังก็พอเดาได้ว่าคงเป็นไอ้ระเด่นลันไดคิดอ่านมาตัดเสบียงเป็นแน่ จึงชี้หน้าตานางประแดะแล้วฉวยดาบออกมาด้วยความโกรธ
นางประแดะรีบกอดเอวสามีไว้เพราะหวาดกลัว บอกให้พี่ฟังน้องก่อน พี่เข้าใจผิดแล้ว ท้าวประดู่ตอนนี้อารมณ์เดือดมากไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ชักดาบออกมาแกว่งและบอกว่า นึกว่ากูไม่รู้หรืออย่างไร ด่าสารพัดและถีบถูกสะโพกนางประแดะกระเด็น นางประแดะเจ็บมากวิ่งกระเผลก เข้าครัวแล้วก็พูดจาประชดชีวิต พอท้าวประดู่ได้ฟังก็โกรธหนัก ดุด่าพลางผลักประตูจะตามนางเข้าไปในห้องครัว แต่นางลั่นกลอนไว้แล้ว ยักเย่ยักยันกันอยู่จนสุดท้ายท้าวประดูก็เข้าไปได้ เอาไม้กวาดไล่ตีนางประแดะ วิ่งกันไปมาอยู่ในครัว สุดท้ายก็ไล่นางประแดะออกจากบ้าน
นางประแดะข่มกลั้นน้ำตาเก็บข้าวของออกจากบ้าน เวลานั้นเป็นคืนเดือนมืดฝนตกพรำๆ นางก็หยุดยืนร้องไห้อยู่ร้านค้า
ฝ่ายระเด่นลันได พอตกดึกก็ย่องเข้าหานางประแดะ เพราะคิดว่าท้าวประดู่นอนเฝ้าวัวอยู่ข้างล่าง ท้าวประดู่ที่นอนอยู่ในห้องได้ยินเสียงกึกกักก็นึกว่านางประแดะกลับมาหาเลย ทำเป็นไม่สนใจแล้วหลับไป ฝ่ายระเด่นลันไดพอเข้ามาในห้องได้เข้าใจว่าคนที่นอนอยู่เป็นนางประแดะก็ขึ้น ทับแล้วกอดจูบลูบคลำทันที
ท้าวประดู่ก็ตกใจลุกขึ้นปลุกปล้ำนึกว่าอีอำต่างคลำกันวุ่นวายเมื่อเห็นว่า อีกคนหนึ่งไม่ใช่นางประแดะ นึกว่าผีอำ พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ร้องโวยวายขึ้น ฝ่ายระเด่นลันไดก็กระโดดหนีไปอย่างทุลักทุเล
ระหว่างที่วิ่งหนีมาก็ได้ยินเสียงครางอยู่ในร้านข้างทาง พอเข้าไปดูก็เห็นว่าเป็นนางประแดะนั่งคลุมหัวร้องไห้อยู่ พอพบหน้ากันแล้วต่างก็ดีใจ ระเด่นจึงพานางเข้าบ้าน พอถึงบ้านระเด่นก็ชวนนางประแดะเข้ามุ้ง สุดท้ายทั้งสองก็ได้เสียกัน
กล่าวถึงนางทวายแม่ค้าหาบเร่ขายขนมอยู่แถวนั้น ซึ่งเป็นชู้เดิมเที่ยวไปมาหาสู่กันไม่ได้ขาด วันหนึ่งนางก็คิดถึงระเด่นลันไดพอตลาดวายก็แวะมาที่บ้านระเด่นลันได พอมาถึงนอกชานเห็นประดูปิดอยู่ก็แอบมองลอดช่องเข้าไป เห็นนางประแดะกับระเด่นคลีผ้าหาเล็นกันง่วนอยู่ก็ให้รู้สึกทั้งโมโหทั้ง เสียใจ แต่ไม่รู้จะอาละวาดอย่างไรจึงแกล้งเรียกทวงหนี้ข้าวเหนียวที่ค้างไว้ พอระเด่นบอกว่าจ่ายไปแล้วไม่มีติดค้าง นางก็ทำโมโหหาว่าเบี้ยว
ฝ่ายระเด่นลันไดขี้เกียจเถียงกับนางทวาย จึงพูดจาออดอ้อนแล้วเรียกให้เข้ามาคุยกันดีๆ บนเรือน
นางทวายเข้าไปในเรือน เกิดทะเละ กับ นางประแดะ นางทวายไล่ตีนางประแดะ ลอดล่องหนีไป แล้วระเด่นลันได โลมนางทวายเข้าห้อง