นิ้วล็อก สังเกตสักนิดชีวิตไม่ติดล็อก

Posted by SpufriendsWebContents , ผู้อ่าน : 604 , 16:06:14 น.

พิมพ์หน้านี้

ผมได้รับหนังสือ "นิ้วล็อก" (Trigger Finger) ของนายแพทย์วิชัย วิจิตรพรกุล มานานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดอ่านสักที วันก่อนบังเอิญได้ยินคนใกล้ตัว พูดถึงเรื่องนี้ ผมเลยได้โอกาสหยิบมันขึ้นมาอ่าน อ่านแล้ว รู้เลยว่านิ้วล็อก "ไม่ธรรมดา" เพราะถ้าเกิดกับใครแล้วต้องทรมานเรื้อรัง และถ้าโชคร้ายก็อาจถึงคราวชีวิตต้องติดล็อก เพราะอาจได้ มือพิการที่จะหยิบจะจับอะไรก็ยากแสนยาก

นิ้วล็อกนั้นเกิดจากความผิดปกติของนิ้วมือ คนที่แข็งแรงก็สามารถเกิดโรคนี้ได้ และส่วนใหญ่ จะเกิดกับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ถึง 80% โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้านที่ใช้มือทำงานหนัก เช่น หิ้วถุงพลาสติกหนักๆ หิ้วตะกร้า จ่ายกับข้าว ช็อปปิ้ง หิ้วถังน้ำ บิดผ้า ฯลฯ

ส่วนผู้ชายก็ใช่ว่าจะเกิดโรคนี้ไม่ได้ เพราะพบว่าอาชีพที่ต้องใช้งานมืออย่างหนัก เช่น คนทำสวน ใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ใช้จอบ เสียม มีด ฟันต้นไม้ คนขายแก๊ส คนที่ยกของหนักๆ หรือแม้กระทั่งตีกอล์ฟ ตีแบดฯ ก็สามารถเกิดโรคนี้ได้เช่นกัน นอกจากนี้อาชีพที่เราไม่คิดว่าจะใช้มือทำงานหนักก็พบว่าเป็นนิ้วล็อกได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ช่างตัดเสื้อ ช่างทำผม พนักงานธนาคาร หมอฟัน นักเขียน นักบัญชี เลขานุการที่พิมพ์งานบ่อยๆ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงเพราะต้องใช้มือทำงานทั้งวัน

สรุปแล้วโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัยที่ใช้งานมืออย่างรุนแรง หรือใช้ไม่หยุด ทั้งบีบ กำ หิ้วของหนักๆ ซ้ำๆ จนปลอกหุ้มเอ็นบวมหดรัด ขาดความยืดหยุ่น ทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนตัวผ่านปลอกเอ็นไม่สะดวก อาการของโรคนั้นเริ่มจากมีอาการ นิ้วฝืด เจ็บนิ้ว หรือหากมีอาการหนักก็อาจต้องใช้มืออีกข้างมาง้างนิ้วที่ค้างระหว่างการทำงานออกให้กลับมา อยู่ในสภาพปกติ หรืออาจงอนิ้วไม่เข้า นิ้วแข็งบวมชา นิ้วเกยกัน กำมือไม่ลง

ถ้าหากมีอาการที่บอกไว้ในตอนต้น ผมว่าตอนนี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจแล้วล่ะครับ เพราะนี่คือสัญญาณอันตรายจากโรคนิ้วล็อก คุณควรไปหาหมอเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด เพราะถ้าหากปล่อยไว้นานจะทำให้ โรคมีความรุนแรงขึ้น และอาจทำให้ชีวิตประจำวันที่ใช้นิ้วอย่างคล่องแคล่วต้องหยุดชะงักไป

สำหรับการรักษานั้นหากเป็นในระยะแรก คือมีอาการเพียงเจ็บฐานนิ้ว ก็ต้องหยุดพักการใช้งานที่รุนแรงของนิ้วและแช่น้ำอุ่น อาจมีการให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ การกายภาพบำบัด และฉีดยา แต่หากเป็นรุนแรง หรือนิ้วติดล็อกก็ต้องผ่าตัด ซึ่งเมื่อก่อน ต้องใช้เวลาในการรักษานานนับเดือน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือมีปัญหาแผลแยก ที่สำคัญคือมีความเสี่ยงที่จะตัดถูกเส้นประสาทนิ้วได้ ซึ่งจะทำให้นิ้วชาไปซีกหนึ่ง

แต่วิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือ การรักษาแบบเจาะ ผ่านผิวหนัง โดยใช้เครื่องมือ Blade Probe เจาะรู ตัดเข็มขัดรัดเส้นเอ็นและปลอกหุ้ม เส้นเอ็น ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่คิดค้นโดยนายแพทย์วิชัย วิจิตรพรกุล นับเป็นวิธีที่รักษาอาการนิ้วล็อกได้ทันที ใช้เวลา ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีเก่าและไม่น่ากลัวเนื่องจากไม่มีเลือดออก ไม่มีแผลเป็นให้เห็นจากภายนอก ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ รวมทั้งลด ความเสี่ยงต่อการตัดถูกเส้นประสาทอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ภายหลังการผ่าตัด 3-6 เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน ที่รุนแรงของมือ เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วกลับมามีปัญหาอีก

แต่ทางที่ดี ผมว่าเราไม่ควรปล่อยให้เป็นโรคนี้ ควรหาทางป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ควรใช้มือและนิ้วอย่างหนักและรุนแรง หมั่นสังเกตความผิดปกติของนิ้วมือ ส่วนคนที่เป็นนิ้วล็อกก็ไม่ควรขยับนิ้วหรือดีดนิ้วที่มีอาการเล่น เพราะจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากยิ่งขึ้น เมื่อต้องทำงานที่ต้องกำ จับสิ่งของแน่นๆ ถ้ามีข้อฝืดตอนเช้า การแช่น้ำอุ่นร่วมกับการขยับมือกำ-แบเบาๆ ในน้ำ จะทำให้ข้อฝืดลดลงได้

อย่าลืมว่าถ้าสุขภาพมือไม่ดี ชีวิตประจำวันเราจะอับเฉาแค่ไหน เพราะถ้านิ้วล็อกก็เท่ากับชีวิตติดล็อก นั่นแหละ จริงไหมครับ! อืม...ลืมไป ถ้าสนใจข้อมูล เกี่ยวกับนิ้วล็อก นอกจากหนังสือของคุณหมอแล้วก็สามารถ คลิกเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ www.trigger-finger.net ได้ (หน้าพิเศษ Hospital healthcare)