เข้ามาอ่านบันทึกของน้องชายนายแนท อ่านแล้วเลยอยากช่วยกันแตกประเด็นเล็ก ๆ น้อย ๆ กะว่าจะช่วยตั้งแต่เมื่อคืนที่ได้อ่าน แต่มัวไปเตรียมการสอนซะ วันนี้มีเวลาล็ก ๆ น้อย ๆ เลยขอแบ่งปันบ้าง ได้มีโอกาสเข้าร่วมกระบวนการนี้เช่นเดียวกันค่ะ พอแวะมาอ่านเลยอยากช่วยกันเติมแต่ง ให้เข้าใจมากขึ้น (หากช่วยได้บ้างนะคะ เพราะยังใหม่กับ OM เหลือเกิน)

ประเด็นจากที่น้องเล่ามา มีส่วนอยากเสริมสำหรับคนใหม่ ๆ ที่แวะเวียนมาอ่าน อาจจะยังไมเข้าใจ เพราะบันทึกของน้องชายแนทคนอ่านต้องมีพื้นมาบ้าง ขอเสริมเรื่องของที่น้ออธิบายเรื่อง ...

คำอธิบายเพิ่มเติมในแต่ละศัพท์นั้นคือ

PM:Progress Marker ให้มองเป็นขั้นๆ ของสิ่งที่เราจะทำให้กับผู้ได้รับผลประโยชน์
SM:Strategic Map คือกุลยุทธ์ที่เราจะช่วยพลักดันทำให้
PM ที่เราวางไว้นั้นประสบผลสำเร็จได้ OP:Organizational Practice ตอนนี้ สคส.มองว่า RP:Require Pratice คืออะไรล่ะที่สิ่งที่เราต้องการสนับสนุนให้เกิด

สำหรับ PM : ที่บอกว่าคือบันได เป็นขั้น ๆ นั้น อยากให้ลองมองว่ามันคือบันไดที่จะพาเราไปสู้ความสำเร็จ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามจุดสูงสุด คือความมุ่งหวังที่เราอยากไปให้ถึง แต่ก่อนถึงจุดนั้น เราก็มีจุดหมายต่าง ๆ บนบันได้แต่ละขั้นที่เราจะไปถึงจุดหมายทีละนิดทีละน้อย กำลังใจจะค่อย ๆ เกิด หากเรา กำหนดเป้าหมายเล็ก ๆ ระหว่างจุดหมายหลักไว้ และเมื่อเราไปถึงแต่ละจุด ก็เหมือนกับเราพิชิตเป้าหมายได้ทีละเล็กละน้อย

ในมุมมองของ PM เค้าแบ่งบันไดออกเป็น 3 ขั้นค่ะ ขั้นแรกคือเป้าหมายขั้นพื้นฐานที่เราคิดว่าอย่างน้อยเราแอบหวังว่ามันจะต้องเกิดขึ้น (Expect to see) ขั้นที่ 2 ก็เป็นขั้นของการแอบหวังเพิ่มขึ้นไปอีกนิด ว่าถ้ากิดได้คงจะดีไม่น้อย (Like to see) และขั้นสุดท้ายเป็นขั้นที่เราอยากจะให้เกิดขึ้น (Love to see) แต่มีประเด็นที่ต้องระวังเล็กน้อยคือบันไดแต่ละขั้นนี้ขอให้ตั้งบนพื้นฐานของความเป็นจริงและสามารถวัดได้แบบเป็นรูปธรรม เพราะหากเป็นนามธรรมเกินไปคงจะสำเร็จกันลำบาก

สำหรับ SM อธิบายกันง่าย ๆ ว่ามันคือวิธีการใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้เกิด PM 

สุดท้าย OP หรือ RP เปรียบเสมือนการสนับสนุนจากหน่วยเหนือที่จะส่งเสริมให้การดำเนินการใด ๆ ก็ตามใน SM ประสบความสำเร็จได้ง่ายดายขึ้น

ไม่รู้ว่ามาเติมเสริมแบบนี้แล้วจะเข้าใจมากขึ้นหรือ งง มากกว่าเดิมนะคะ อยากให้ช่วยเสริมให้ด้วยนะคะ

ขอบคุณค่ะ

อ. พี่เหมียว ^.^