สรุปการสัมมนา

“บทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่นในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน”

วันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

การสัมมนา“บทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่นในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน”ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของจัดสัมมนาสมัชชา “การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนการองค์กรชุมชนและท้องถิ่น” ซึ่งคณะอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินฯใน คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศ ได้ร่วมกันจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๑-๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ โดยได้มีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ๓๐ แห่งทั่วประเทศ เพื่อประมวลภาพรวมสู่การสัมมนาสมัชชาการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยขบวนชุมชนและท้องถิ่น ในวันจันทร์ที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุมใหญ่ สหประชาชาติ

นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ประธานอนุกรรมการพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินฯ ได้รายงานว่า จัดงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และผู้นำชุมชนในพื้นที่ที่ได้มีการริเริ่มและประสบการณ์การทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน จากท้องถิ่นทุกภาค ๑๔๐ แห่ง รวม ๔๗๗ คน แยกเป็นชุมชนเมือง ๑๖๘ คน ชุมชนชนบท ๖๖ คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑๖๑ คน หน่วยงานสนับสนุนต่างๆ ๒๖ คนและผู้เข้าร่วมอื่นๆ ๕๖ คน วัตถุประสงค์การจัดงานมุ่ง เน้นให้เกิดการตื่นตัวตระหนักถึงความสำคัญ สร้างความเชื่อมั่นในการจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัยและงานพัฒนาที่ต่อเนื่องในแนวทางที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนมีบทบาทสำคัญ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เห็นตัวอย่างรูปธรรม นำไปสู่การวางแนวทางที่ชุมชนท้องถิ่นจะทำร่วมกันทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เห็นตัวอย่างรูปธรรม นำไปสู่การวางแนวทางที่ชุมชนท้องถิ่นจะทำร่วมกัน เช่น การจัดทำข้อมูลแผนที่ที่ดิน/ทรัพยากรในตำบล/เมือง การวางแผนการใช้ที่ดินเพื่อการพัฒนาระบบท้องถิ่นอย่างเป็นองค์รวม การออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติสนับสนุน การพัฒนากองทุนที่ดินที่อยู่อาศัยของชุมชนและท้องถิ่น การร่วมแก้ไขปัญหาที่ดิน /ข้อติดขัดต่างๆ การพัฒนาระบบการทำงานร่วมกัน ร่วมคิด ร่วมทำระหว่างองค์กรชุมชนและองค์กรท้องถิ่น

ที่ดินเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาโดยชุมชนท้องถิ่น ซึ่งการที่ชุมชนท้องถิ่นมีข้อมูล มีแผนที่ ที่ดินทั้งตำบลก็จะสามารถวางแผนการจัดการ/แก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย การจัดการทรัพยากรในพื้นที่ ที่นำไปสู่จัดการงานพัฒนาด้านต่างๆได้มากขึ้น ทั้งปรับปรุงสภาพการอยู่อาศัย สวัสดิการชุมชน การฟื้นฟูป่าชุมชน ปลูกต้นไม้ พัฒนาระบบการผลิต เกษตรยั่งยืน การจัดการน้ำ และเกิดแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่นที่สัมพันธ์กันทุกด้าน ปัจจุบันได้มีชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินกระจายทั่วทุกจังหวัดโดยในเรื่องที่อยู่อาศัยนั้นดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนแออัดตามโครงการบ้านมั่นคงมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖จนเดือน ก.ย.๕๒ เกิดผลการดำเนินการครอบคลุมทั้ง ๗๖ จังหวัด ใน ๒๖๒ เมือง/เขต มีโครงการที่มีการอนุมัติทั้งสิ้น ๘๐๐ โครงการ ครอบคลุม ๑,๔๑๘ ชุมชน ๘๖,๔๖๔ ครัวเรือน ส่วนที่ดินทำกินนั้นได้มีพื้นที่ปฏิบัติการใน๕๕๖ ตำบล ๒,๓๔๙ หมู่บ้าน ๖๔,๐๐๐ ครัวเรือน

องค์กรปกครองท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญยิ่งในการร่วมมือกับองค์กรชุมชนเพื่อฟื้นฟู/พัฒนาชุมชนจากฐานรากให้เข้มแข็ง องค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นกลไกรัฐที่เป็นตัวแทนของการพัฒนาและการจัดการร่วมกันของชุมชนท้องถิ่น ในปัจจุบันมีงานพัฒนาที่เป็นการผนึกพลังร่วมกันของชุมชนกับองค์กรปกครองท้องถิ่นในการจัดการงานพัฒนาด้านต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วมากมาย และพื้นที่ที่เข้มแข็งประสบความสำเร็จมักจะเป็นพื้นที่ที่มีการทำงานร่วมกันของชุมชนกับองค์กรปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานท้องที่ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะต้องมีระบบขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่เข้มแข็ง มีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนอย่างกว้างขวางเป็นพื้นฐานแทบทั้งสิ้น

คณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติที่คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ เป็นประธาน ก็ได้ช่วยกันวางแนวทาง แผนงาน ที่จะทำให้งานพัฒนาเพื่อเสริมสร้างความเข้มของชุมชนท้องถิ่นในด้านต่างๆนำไปสู่การปฏิบัติ และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างกว้างขวาง อันที่จริงแนวทางความร่วมมือในการจัดการงานพัฒนาร่วมกันของชุมชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นถือได้ว่าเป็นการสร้างประชาธิปไตยที่ฐานราก เป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ที่เป็นธรรมชาติและสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตพื้นฐานของประชาชนในทุกท้องถิ่น

จากประสบการณ์ที่มีการทำงานร่วมของชุมชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจากการหารือเรื่องกฏหมายท้องถิ่นก็สรุปได้ว่ามีกฎหมายต่างๆตั้งแต่กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่นประเภทต่างๆ และพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯได้ระบุอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองท้องถิ่นทำเรื่องการจัดการที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินและทรัพยากร แต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากยังไม่มั่นใจในแนวทางปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าหากรัฐบาลได้ประกาศนโยบายหนุนเสริมให้ท้องถิ่นร่วมกันทำเรื่องนี้อย่างชัดเจน ให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น และกระทรวงมหาดไทย สนับสนุนแนวทางปฏิบัติ จะทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่นสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินร่วมกับชุมชนได้อย่างจริงจังกว้างขวางยิ่งขึ้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดและให้แนวทางว่าปัญหาที่ดินทำกินและปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อ เรื้อรังมานาน และเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในชุมชนแออัด ที่อยู่ในที่ของรัฐบ้าง เอกชนบ้าง และขาดความมั่นคง มั่นใจ รวมทั้งมีปัญหาข้อพิพาทเกิดขึ้นในเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสังคมในเรื่องอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของปัญหาในชุมชนเมือง ที่มีปัญหาสังคมแทรกซ้อนเข้ามา ทั้งเรื่องยาเสพติด เรื่องเยาวชน ไปจนถึงปัญหาในชนบท ซึ่งเป็นปัญหาข้อพิพาทระหว่างภาครัฐกับประชาชน ในส่วนของรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับแนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโฉนดชุมชน เรื่องบ้านมั่นคง และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีประสบการณ์ความรู้ได้มาช่วยวางแนวทางในการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการปรับปรุงมาตรการต่าง ๆ เพื่อที่จะสามารถดำเนินงานในเรื่องนี้ต่อได้ แต่ต้องยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มักจะไม่ได้เชื่อมโยงกันในแง่ของท้องถิ่นกันส่วนกลาง ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นถือว่ามีความใกล้ชิดกับชุมชนมากที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าหากเราสามารถที่จะระดมให้ท้องถิ่นเข้ามาทำงานในเรื่องนี้ได้ ก็มั่นใจว่าจะทำให้การแก้ปัญหานี้มีประสิทธิภาพและมีความสามารถในการที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด มากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “สิ่งที่ผมคงจะต้องฝากไว้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยคือว่า ผมเองในฐานะที่สนับสนุนและผลักดันเรื่องของการกระจายอำนาจมาโดยตลอด อยากที่จะเห็นการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่เหมือนกับการทำงานของระบบราชการ เพราะว่าเราหวังที่จะเห็นว่าการกระจายอำนาจที่สุดแล้ว ไม่ได้กระจายไปอยู่ที่เพียงผู้บริหารหรือสมาชิกของสภาท้องถิ่น แต่อำนาจนั้นกระจายไปสู่ประชาชนอย่างแท้จริง โดยผ่านการตัดสินใจจากตัวบุคคลก็ดี หรือจากการรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรชุมชนก็ดี ซึ่งถ้าหากว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยึดถือการทำงานในลักษณะนี้ ผมมั่นใจว่าจะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ การทำงานของรัฐบาลกับองค์กรชุมชนต่าง ๆ นั้นขณะนี้ครอบคลุมหลาย ๆ ด้าน อย่างเรื่องสวัสดิการชุมชน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณไว้ ๗๐๐ กว่าล้านบาท เพื่อที่จะเป็นการสนับสนุนเรื่องของสวัสดิการชุมชน ซึ่งถือเป็นรูปธรรมของการทำงานที่รัฐบาลและท้องถิ่นกำลังเข้าไปจับมือกับองค์กรในชุมชนที่สามารถรวมตัวประชาชน ให้มีความเข้มแข็ง มีวินัย มีระบบ ไม่เพียงเฉพาะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มองการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ในแง่ของความมั่นคงและความยั่งยืนด้วย ซึ่งการขยายผลต่อยอดเรื่องของกองทุนสวัสดิการชุมชนนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะได้ดำเนินการต่อไป

ในส่วนของที่อยู่อาศัยนั้น รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาสาธารณูปโภค เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดตามโครงการบ้านมั่นคง และเพิ่มเงินจาก ๖๘,๐๐๐ บาท เป็น๘๐,๐๐๐ บาทต่อครอบครัวซึ่งงบประมาณส่วนนี้จะเป็นงบประมาณที่สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ สำหรับเรื่องสินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยโครงการบ้านมั่นคง ตั้งเป้าไว้ว่ายอดเงินทั้งหมดจะเป็น ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่จะมีการดำเนินการในการทยอยจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ คาดว่าวันที่ ๑๓ ตุลาคมนี้จะสามารถอนุมัติงบประมาณก้อนแรกได้

ส่วนเรื่องที่ดินทำกิน รัฐบาลผลักดันในเรื่องโฉนดชุมชน ซึ่งขณะนี้การยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในระหว่างขั้นตอนของการที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป รวมทั้งกระทรวงการคลังก็อยู่ในระหว่างการที่จะปรับปรุงกฎหมายในเรื่องของภาษีทรัพย์สินและที่ดิน ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะนำไปสู่การจัดตั้งกองทุน เพื่อทำในเรื่องของธนาคารที่ดินขึ้นมาด้วย

นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อคิดว่า ท้องถิ่นน่าจะต้องมีบทบาทที่สำคัญยิ่งในเรื่องของการจัดทำระบบข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลแผนที่ แผนการใช้ที่ดิน และแผนการจัดการทรัพยากร รวมไปถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะมารองรับในเรื่องของการสร้างที่อยู่อาศัยที่จะทำให้ประชาชนนั้นมีความมั่นคงได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาจะได้นำเสนอต่อคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจะได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้อง

ทำงานร่วมกับท้องถิ่นให้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ครบวงจรได้อย่างแท้จริงต่อไป

ต่อจากพิธีเปิดเป็นการเสวนา “การจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก” ที่ดำเนินการโดยนายธีระ ธัญญไพบูลย์ โดยเริ่มจากนางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่เห็นว่าเรื่องนี้จะต้องเริ่มต้นที่ชุมชน และไปประสานการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น. สิ่งที่ต้องทำร่วมกันคือการจัดทำข้อมูลทั้งหมดของชุมชนที่เดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินทั้งหมด ว่า ในท้องถิ่นอยู่อาศัยในที่ดินของใคร สถานะของที่ดินคืออะไร แล้วทำแผนร่วมกันระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ชุมชนอยู่ในที่ดินได้อย่างยั่งยืน โดยหลักคือ ชุมชนเป็นเจ้าของโครงการ บริหารงานก่อสร้าง กำกับดูแลร่วมกับ อปท. ในส่วนของงบประมาณ พอช.สนับสนุนเรื่องสาธารณูปโภคส่วนกลาง ซึ่งปรับจาก 68,000 บาท เป็น 80,000 บาท ซึ่งแบ่งออกเป็น งบสาธารณูปโภค 45,000 บาท อุดหนุนเรื่องที่อยู่อาศัย หรือบ้าน 20,000 บาท และอีกส่วนเป็นเรื่องการบริหารจัดการ การออกแบบวางผังชุมชน ในส่วนของสินเชื่อชาวบ้านต้องมีเงินออมก่อน 10 % แล้วกู้จากกองทุน พอช. ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

นางพาสนา ศรีศรัทธา ผู้แทนชุมชน จ.นราธิวาส กล่าวสรุปได้ว่าชุมชนศรีอามาน มาจาก ประมาณ 10 ชุมชน การทำงานชาวต้องรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาโดยเริ่มจากผู้นำชุมชนมีจิตอาสาที่เคยทำงานส่วนรวม เช่น อสม. อปพร. และผู้นำศาสนาที่ชุมชน เริ่มทำตั้งแต่ มีนาคม 2549 โดยเริ่มจากการนำเงินมาออมร่วมกัน ช่วยกันบริหารเงินออม จัดเป็นสวัสดิการให้กับคนในชุมชนเอง โดยเมื่อเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตก็สามารถช่วยเหลือกันได้ ทำให้ได้ใจของชาวชุมชน ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มผ่อนชำระเดือนละ 1,800 บาท เป็นค่าที่ดิน 300 บาท ค่าบ้าน 1,100 บาท ที่เหลือเป็นออมสวัสดิการ สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคือ เราต้องลุกขึ้นมาจัดการด้วยตนเองจึงจะสำเร็จ โดยให้องค์กรปกครองท้องถิ่นคือเทศบาลช่วยเป็นพี่เลี้ยง ที่ชุมชนใหม่เริ่มมีปัญหาเรื่องโจรขโมย เราไปติดต่อให้หน่วยงานมาจัดดูแลรักษาความปลอดภัยให้ เขาบอกว่าไม่สามารถจัดให้ในเขตเมืองได้ เราจึงมาจัดกันเอง แบ่งเป็น ๗ กลุ่มบ้าน ผลัดกันอยู่เวรยามรักษาความปลอดภัยกลุ่มละคืนก็สามารถจัดการปัญหาไปได้

นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายก อบต.แม่ทา จ.เชียงใหม่ “ในตำบลแม่ทามี 7 หมู่บ้าน อยู่กันมา 300 กว่าปี ต่อมามีการให้สัมปทานป่าไม้ทำให้เกือบทุกหมู่บ้านน้ำแห้งทำนาไม่ได้ แต่ก็พบว่าพื้นที่ยังคงมีน้ำทำนาโดยน้ำไปแห้งเหมือนหมู่บ้านอื่นก็คือพื้นที่มีป่าตามความเชื่อของชุมชนที่ไม่ให้มีการตัดไม้ในบริเวณนั้น เราได้ช่วยกันแก้ปัญหาไม่ให้คนในชุมชนออกจากที่เดิมที่ตัวเองอยู่อาศัยและทำกิน และดูแลรักษาป่าด้วย เพราะชุมชนอยู่ร่วมกับป่ามานานแล้ว ถ้าย้ายออกไปไม่รู้ว่าตนเองจะดำรงชีวิตอย่างไร การจัดการคือ การทำแนวเขตให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการบุกรุกป่าเพิ่มเติม และดูแลรักษาป่าด้วย อบต.จึงได้ยกเรื่องนี้จากคณะกรรมการดูแลป่า มาทำเป็นข้อบัญญัติของ อบต. ว่าด้วยป่าชุมชน มีการนำเทคโนโลยี GIS มาทำข้อมูลพื้นที่ตำบล ให้รู้ว่า ขอบเขตไหนเป็นป่าดั้งเดิม ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน ป่าใช้สอย และพื้นที่ทำเกษตรซึ่งได้ปรับมาเป็นการทำเกษตรกรรมยั่งยืน พื้นที่ชุมชนอยู่อาศัยแล้วจะวางแผนการจัดการอย่างยั่งยืนได้ดี

นายนรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน “จังหวัดน่านเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ๔๕ % ของแม่น้ำเจ้าพระยามาจากแม่น้ำน่าน ที่ดินร้อยละ 85 เป็นพื้นที่เขตป่า มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเพียง ๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ชุมชนอยู่มานานเป็นร้อยปีแล้ว แต่อยู่ ๆ อุทยานไปประกาศให้ที่ดินที่ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินเป็นที่ดินอุทยาน ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าปลูกไม้ยืนต้น ปลูกแต่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งต้องใช้พื้นที่มากนำไปสู่ปัญหาว่าทำลายป่า ผมเชื่อว่าถ้าทำให้เรื่องที่ดินมีความมั่นคงถูกต้องชาวก็พร้อมที่พัฒนาที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อชาวเริ่มทำเรื่องนี้และได้ประสานงานให้อบจ..ช่วยเรื่องการทำข้อมูล จึงได้ให้ยืมคน ยืมเครื่องมือ เพื่อสำรวจที่ดินในเขตพื้นที่ทั้งหมด ทำให้เกิดความชัดเจนในขอบเขตที่ดิน ควบคู่ไปกับการการปรับพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ดิน จากทำไร่เลื่อนลอย มาทำนาขั้นบันได ปลูกไม้ยืนต้น กันพื้นที่บางส่วนคืนอุทยาน ถ้าชาวบ้านมีความมั่นคงในอยู่อาศัยและที่ ผลประโยชน์ที่ได้รับ คือ น้ำจากต้นน้ำมีมากขึ้น เพราะชาวบ้านได้ดูแลรักษาป่าเพื่อเป็นแหล่งอุ้มน้ำ ซึ่งในเรื่องนี้ นายกฯท้องถิ่นต้องกล้า กล้าที่จะอธิบายกับ สตง. ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกรมการปกครองที่ดูแลให้ช่วยแจ้งส่วนราชการระดับภูมิภาคที่ดูแลท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นทำเรื่องนี้ได้มากขึ้นโดยจะต้องยึดเป้าหมายคือการแก้ไขปัญหาประชาชนเป็นสำคัญ เรื่องกองทุนก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ระบบงบประมาณในการแก้ไขปัญหามีความยืดหยุ่น และทันต่อสถานการณ์มากขึ้น”

นายสมเกียรติ ดีบุญมี ณ ชุมแพ นายกเทศมนตรีเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่น เห็นว่าการทำให้ท้องถิ่นอยู่ได้อย่างยั่งยืนท้องถิ่นจะต้องสามารถเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชนได้ เพราะชุมชนไม่มีฝ่ายจัดเตรียมเอกสาร ไม่มีที่ประชุม ไม่มีงานธุรการ ท้องถิ่นต้องเป็นพี่เลี้ยงให้ชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถออกความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาได้เต็มที่ ในการทำผังชุมชนจะบอกได้ว่า ต้องการแบบนั้นแบบนี้ แต่ทำไม่ได้ เทศบาลหรือท้องถิ่นต้องมีบทบาทในเรื่องนี้ ให้สถาปนิกหรือวิศวกร ออกแบบตามความต้องการของชาวบ้านหลาย ๆ แบบ ให้มีทางเลือก และสอนวิธีประเมินราคาด้วย เพื่อให้ชาวบ้านได้บ้านในราคาที่เหมาะสมกับรายได้ของตัวเอง ในเรื่องของการเรียนรู้ หรือการประชุมตกลงกัน พอช.มีงบประมาณสนับสนุนเพื่อเปิดความคิดของชาวชุมชนในการเดินทางไปเรียนรู้พื้นที่ที่ทำไปแล้ว ทั้งนี้อปท.ต้องจริงจังและจริงใจในการเป็นพี่เลี้ยง และรัฐบาลหรือราชการส่วนกลาง กระจายอำนาจจริงจังให้ท้องถิ่นทำได้ ก็จะลดภาระของรัฐบาลได้ ต้องเปิดให้ท้องถิ่นได้ทำเรื่องที่อาจไม่เคยทำมาก่อนแต่ช่วยแก้ปัญหาชาวบ้านได้ เช่นการค้ำประกันเงินกู้ธนาคาร การจัดตั้งกองทุนพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยให้ชุมชนมาลงหุ้นกัน เทศบาลช่วยสมทบส่วนหนึ่ง ฯลฯ ท้องถิ่นจะต้องคิดหาวิธีที่จะทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาชาวบ้าน โดยใช้ช่องทางกฎหมาย ระเบียบที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งในการทำเรื่องนี้นายกท้องถิ่นจะต้องกล้าทำ โดยให้เจ้าหน้าที่กองช่าง นิติกรมาช่วยกันศึกษาระเบียบหาทางทำให้ถูกต้อง หลายเรื่องสามารถทำได้ อย่างเช่น การทำให้สมาชิกโครงกาที่อยู่อาศัยมีรายดีพอจะส่งบ้านโดยการจ้างงานชาวบ้านในเรื่องรักษาความสะอาด หรือทำเรื่องอาชีพต่าง ๆ ซึ่งจะต้องแนะนำให้ชาวจดทะเบียนเป็นลุ่มวิสาหกิจชุมชน เทศบาลก็สามารถสนับสนุนได้อย่างถูกต้อง การเช่าที่ดินราชพัสดุถ้าเทศบาลเช่าได้ตรว.ละ .50 บาท ชาวบ้านเช่า ตรว.ละ 1 บาท เทศบาลก็เช่าแทนโดยให้เช่าบ้านเพื่อจะได้เช่าถูกลง กองช่างเทศบาลต้องช่วยกันออกแบบบ้านหลายๆแบบเพื่อให้สอดคล้องกับที่ชาวบ้านจะสามารถผ่อนคืนได้ รวมทั้งการผ่อนปรนเทศบัญญัติเรื่องการก่อสร้างในเรื่องระยะห่าง ถ้าออกแบบบ้านได้ดีไม่กระทบต่อบ้านข้างเคียงก็ผ่อนปรนกันได้ ต้องมุ่งเน้นที่เป้าหมายว่าทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาเป็นหลัก แต่ก็ต้องหาทางทำให้ถูกต้องตามระเบียบด้วยฯลฯ ขอให้รัฐบาลกลางมีระเบียบหรือกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ชุมชนได้อย่างชัดเจน และถูกต้อง เรื่องงบประมาณ อปท.สามารถจัดสรรได้ไม่ยาก

การสัมมนาในช่วงบ่ายเริ่มจากการปาฐกถา โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายรัฐมนตรี ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่าในฐานะรองประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ ที่ได้มีการทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการฯ พัฒนาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประสบการณ์ที่ทำงานร่วมพี่น้องในพื้นที่ กทม. มีตัวอย่าง เช่น เครือข่ายของชุมชนบางบัว ถือเป็นตัวอย่างการทำงานอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายทั้งชุมชน พอช. สถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ ชุมชนต้องเข้ามามีบทบาทในเชิงรุกในการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศทั้ง 7,000 กว่าแห่ง ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องการพัฒนา สนับสนุนการทำงานของชุมชนในวันนี้จึงอยากเห็น อยากได้รับข้อเสนอจากเครือข่ายองค์กรชุมชนว่าความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้ อปท. เข้ามาร่วมสนับสนุนในการทำงานของชุมชน เช่น การตั้งคณะกรรมการร่วมกัน ที่มีส่วนประกอบมาจาก ชุมชน ท้องที่ อปท. และสถาบันการศึกษา, การสำรวจ/จัดทำข้อมูล การจัดทำแผนที่ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ข้อมูลปัญหาต่าง ๆ หลังจากนั้นนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลรวมในระบบ GIS

ในส่วนของคณะกรรมการกระจายอำนาจนั้น จะมีตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ที่จะช่วยผลัดกันในการทำงานระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับหน่วยงานภาครัฐในส่วนภูมิภาค นอกจากเรื่องที่อยู่อาศัยแล้วต้องมีที่ดินทำกินอาจจะจัดในรูป “โฉนดชุมชน” ซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาลด้วย โดยให้ชุมชนเป็นตัวตั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาหนุนเสริมเพื่อผลักดันในการพัฒนาชุมชน ปัญหาในพื้นที่ กทม. จะเป็นปัญหาเรื่องกรรมสิทธ์ที่ดิน ในต่างจังหวัดก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแล้วต้องมีพัฒนาคุณภาพชีวิตของภาคประชาชนไปพร้อมด้วย

พ.ร.บ.จัดตั้งองค์กรปกครองท้องถิ่น ได้ให้ท้องถิ่นดูแลทุกข์สุข ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย โดยส่วนใหญ่เทศบาลนครจะได้รับผลกระทบเรื่องที่อยู่อาศัยแออัด สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ไม่ดีตามไปด้วย อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้มีความมั่นคง ซึ่งวิธีคิดแบบนี้เป็นเรื่องของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในชุมชน ท้องถิ่นร่วมกัน ทั้งชุมชนกับ อปท. ทำงานร่วมระหว่างพี่น้องภายในชุมชน ซึ่งถือเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งเป็นวิธีคิดในการทำงานที่สามารถเป็นบทพิสูจน์ที่จะทำให้เกิดการสร้างความยั่งยืนของที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินได้ อปท.จะ ต้องให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ผู้บริหารของ อปท. ต้องขับเคลื่อนหาวิธีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เพื่อออกข้อบัญญัติท้องถิ่นขึ้นมา ในขณะเดียวกันกระทรวงมหาดไทยก็ต้องพิจารณา/หาช่องทางส่งเสริม เอื้ออำนวยในการแก้ไขปัญหา โดยในส่วนของคณะกรรมการกระจายอำนาจนั้น ขอให้ประมวลสรุปผลการสัมมนาในวันนี้เสนอคณะกรรมการกระจายอำนาจเพื่อจะได้ช่วยกันหาให้ท้องถิ่นสามารถทำเรื่องนี้ได้อย่างจริงจังและถูกต้องต่อไป

การสัมมนากลุ่มย่อยในช่วงบ่าย ได้แบ่งเป็น ๓ ห้อง สรุปสาระสำคัญและข้อเสนอได้ดังนี้คือ

ห้องที่ ๑บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการสนับสนุนการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนเป็นแกนหลัก โดยมีวิทยากรคือนางสนอง รวยสูงเนิน ผู้แทนชุมชนเมืองชุมแพ จ.ขอนแก่นนายสมบูรณ์ สิงกิ่ง ผู้แทนชุมชนตำบลไทยสามัคคี จ.นครราชสีมานายภานุวุธ บูรณพรหม นายก อบต.ผาสิงห์ จ.น่าน กรรมการกระจายอำนาจและรักษาการเลขาธิการสมาคมอบต.แห่งประเทศไทย อ.ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินการโดยนายโอฬาร อ่องฬะ สาระสำคัญในการนำเสนอได้แก่ ประสบการณ์การทำงานแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนที่ได้ทำร่วมกับท้องถิ่น วิธีการที่จะทำให้ท้องถิ่นมาสนับสนุนร่วมทำ การจัดการที่ดินที่อยู่อาศัยควบคู่กับการอนุรักษ์ป่า การทำงานที่ต้องร่วมกับท้องถิ่นมาตั้งแต่เริ่มต้น การสร้างกติกาและการรักษากติการ่วมกัน การทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในระดับพื้นที่ให้เกิดการยอมรับร่วมกัน บทบาทขององค์กรปกครองท้องถิ่นที่ต้องถือว่าเป็นอันหนึ่งเดียวกับชุมชน ไม่แยกส่วนว่าเป็นหน่วยงานราชการ การทำแผนท้องถิ่นโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน การใช้เวทีประชาคมและข้อมูลในการจัดทำแผนท้องถิ่น ไม่ใช่การลอกต่อกันมา ชุมชนต้องติดตามเรื่องการบรรจุแผนชุมชนในข้อบัญญัติงบประมาณประจำปีของท้องถิ่น การใช้ช่องทางคณะกรรมการกระจายอำนาจเพื่อผลักดันเรื่องนำไปสู่แนวทางปฏิบัติของท้องถิ่น ในด้านวิชาการนั้นมหาวิทยาลัยจะร่วมในการวิจัยปฏิบัติการที่สามารถนำผลไปใช้ได้เลย กาจัดคลังความรู้กฎหมายเกี่ยวกับประเภทที่ดินต่างๆ และกฎหมายเกี่ยวกับท้องถิ่น การร่วมกันพัฒนาข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติท้องถิ่น ข้อเสนอทิศทางการทำงานต่อไปและข้อเสนอต่อรัฐบาลมีดังนี้

๑.การจัดให้มีคณะทำงานร่วมของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน,ที่มีทั้งชุมชน ท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน

๒.ให้ท้องถิ่นร่วมกับชุมชนในการจัดทำข้อมูลชุมชน ข้อมูลการใช้ที่ดินในตำบลเมือง การจัดทำแผนที่ในระบบ GIS เต็มพื้นที่ โดยท้องถิ่นสนับสนุนเครื่องมือ บุคลากร งบประมาณบางส่วน ซึ่งจะสามารนำมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อการจัดแผนพัฒนาท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยและการจัดการทรัพยากร การตัดสินใจ แผนที่ภาษี

๓.การออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติสนับสนุนการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน พัฒนาระบบการจัดการที่ดินร่วมกัน “โฉนดชุมชน”จากระดับท้องถิ่น

๔.ให้คณะกรรมการกระจายอำนาจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปฏิรูป ปรับปรุง แก้ไขปัญหา กฎระเบียบ กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร, อำนาจหน้าที่ในการจัดการที่ดิน พ.ร.บ.อุทยาน ป่าสงวน เพื่อให้ท้องถิ่นมีบทบาทหน้าที่ในเรื่องนี้ได้มากขึ้น

๕.รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยแจ้งเรื่องแนวทางปฏิบัติ/บทบาทของท้องถิ่นในการจัดการที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ท้องถิ่นทั่วประเทศได้กล้าทำเรื่องนี้และทำได้อย่างถูกต้อง

๖.สถาบันวิชาการ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ช่วยจัดทำความรู้กำหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รวมทั้งคู่มือแนวทางปฏิบัติที่อาจรวบรวมมาจากท้องถิ่นที่ได้ดำเนินการมาแล้วไปช่วยกันพัฒนาต่อ

๗.การจัดตั้งกองทุนพัฒนาที่ดินและที่อยู่อาศัยในระดับท้องถิ่นที่มาจาการสมทบของชุมชนและท้องถิ่นเพื่อจะได้มีงบประมาณในการแก้ไขปัญหาที่มีความยืดหยุ่น รวมทั้งการจัดระบบงบประมาณท้องถิ่นในการสนับสนุนชุมชน

ห้องที่ ๒.แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินและการใช้ที่ดินสาธารณะและที่ดินรัฐ เพื่อที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินของชุมชน”ผู้ร่วมนำเสนอประสบการณ์ ได้แก่พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นายมนัส ฉั่วสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการที่ดินของรัฐ กรมที่ดิน นางทิฆัมพร กองสอน ผู้แทนชุมชนตำบลบัวใหญ่ จ.น่าน นางสาวสิรภัทร์ บุญธรรม เทศบาลตะพานหิน จ.พิจิตร นายอาหามะ ลีเฮ็ง ผู้แทนกลุ่มเยาวชนพื้นที่แก้ปัญหาที่ดินบริเวณอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ดำเนินการโดย นายสมภพ พร้อมพอชื่นบุญ สาระสำคัญได้แก่ การทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน การจัดทำข้อมูล แผนที่ให้ชัดเจนเป็นการทำร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดการยอมรับร่วมกัน เทศบาล/ท้องถิ่นต้องทำงานร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินย่างใกล้ชิด การเสนอใช้ที่ดินรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยในส่วนของที่ดินสาธารณะจะต้องจัดทำข้อมูลแผนที่ที่ดินให้ชัดเจนใช้ตามแนวทางที่กระทรวงมหาดไทยมี โครงการจัดที่ดินของรัฐขจัดความยากจน ซึ่งยินยอมให้อยู่อาศัยบนพื้นที่สาธารณะเป็นการชั่วคราว๕ ปี โดยนายอำเภอ และองค์กรปกครองท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพ จัดประชาคมให้ยอมรับร่วมกันและขออนุญาตใช้ตามมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยเทศบาลสามารถออกเทศบัญญัติรองรับ การจัดการที่ดินร่วมในลักษณะโฉนดชุมชนที่ช่วยกันดูแลรักษาให้ที่ดินยังคงอยู่กับผู้อยู่อาศัยทำกิน สามารถใช้ปรับการประโยชน์ที่ดินให้ยั่งยืนขึ้น กรณีที่ดินบริเวณอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีที่ชุมชนร่วมกับหน่วยงานร่วมกันจัดทำข้อมูลประวัติชุมชน การครอบครองที่ดินรายแปลง การรังวัดกันแนวเขตที่ดินรัฐกับที่ทำกินชุมชน การนำข้อมูลเข้าในระบบ GIS ที่ทำโดยเยาวชนในพื้นที่ ข้อเสนอทิศทางในช่วงต่อไป ได้แก่

๑.ชุมชนร่วมท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อมูลที่ดินในพื้นที่ แผนที่ทำมือ แผนที่ในระบบ GIS ให้ชัดเจน กันแนวเขตที่ดินรัฐกับที่ดินชุมชน นำข้อมูลแผนที่ไปสู่การพิสูจน์สิทธ์ หรือการจัดสิทธิที่ดินแบบโฉนดชุมชน

๒.ให้ พอช.จัดทำแนวทางการใช้ที่ดินรัฐแต่ประเภทเพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน โดยรวบรวมประสบการณ์จากชุมชนท้องถิ่นที่ทำมาแล้ว จัดทำเป็นคู่มือการทำงาน รวมทั้งสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างชุมชนท้องถิ่น

๓.ให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่ดิน เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ระบุพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดินถือเป็นเขตป่า พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ การกระจายให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการที่ดินรัฐประเภทต่างๆมากยิ่งขึ้น

๔.การสนับสนุนการจัดการที่ดินร่วมกันของชุมชนในลักษณะ”โฉนดชุมชน”ให