วันนี้มาทำงานค่ะ

แต่ว่างมากเลยค่ะ

ขอแสดงความเห็นเอาคะแนนหน่อยนะคะ

ระบบการเงินไทย ควรวางใจไว้ที่ไหน?

การยอมรับความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ระบบการเงินจะเป็นหัวใจของความเป็นไปของทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการค้าเสรีไร้พรมแดน พลังอิทธิพลของเงินได้เพิ่มขยายจากการมี "นวัตกรรมการเงิน" มากมาย กับอีกเหตุผลหนึ่งคือ "ระบบการเงิน" ยังคงเป็นต้นตำรับของทุนแท้จริง ที่มีบทบาทฐานะสำคัญเหนือกว่าทุนชนิดอื่น รวมไปถึงทุนมนุษย์ด้วย

คุณลักษณะที่ว่านี้ ตรงกับคำที่ผมเคยตั้งชื่อเรื่องไว้ว่า "เงินคือข้า ใครอย่าแตะ" ซึ่งสะท้อนถึงพลังอำนาจของเงินที่มีเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่สายสัมพันธ์ฉันท์ญาติก็ไม่เว้น

เรื่องของคนการเงินสามคนที่จะเขียนถึงนี้ น่าจะเรียกชื่อเรื่องว่า “สามคน ยลตามช่อง” ซึ่งหมายถึงผู้บริหารของสถาบันที่สำคัญของระบบการเงินของประเทศไทย 3 เส้า คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง กับธนาคารพาณิชย์ โดยในช่วงที่ผ่านมา ก่อนการเลือกตั้งได้มีข่าวน่าสนใจออกมาต่อเนื่องกันหลายเรื่อง คือ

เรื่องแรก กระทรวงการคลังจะแยกอำนาจการกำกับตรวจสอบสถาบันการเงินออกมาจากแบงก์ชาติ เพื่อหวังรวมศูนย์การควบคุมสถาบันการเงินทั้งระบบไว้ที่ กระทรวงการคลังในแบบ “องค์กรพิเศษ” เพื่อความเป็นเอกภาพ โดยจะให้ ธปท.ทำแต่ด้านนโยบายการเงิน พร้อมกับที่ตามติดกันมาคือ คำกล่าวหาที่ค่อนข้างแรงจากคนในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คือที่ผ่านมาประสิทธิภาพการคุมของแบงก์ชาติไม่ดีพอ กับปัญหาคนแบงก์ชาติจะเก่งเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค แต่ขาดความชำนาญทั้งในเชิงธุรกิจ การเงิน บัญชี และกฎหมาย

ถือเป็นเรื่องท้าทายต่อคนแบงก์ชาติโดยตรง ในฐานะสถาบันอันทรงเกียรติที่สุดตั้งแต่ในอดีตผู้ว่าการ ธปท. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ในท่ามกลางรัฐบาลทหาร แต่จนถึงปัจจุบัน เรื่องแนวคิดการตั้งองค์กรพิเศษคุมแบงก์รับภัยเปิดเสรีนี้ ผู้ว่าการ ธปท.ซึ่งเป็นเจ้าสำนักปัจจุบัน “เก่ง 1” ระดับมือทอง ( ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) ยังคงสงวนตัวไม่ได้ออกมาแสดงความเห็น

เรื่องที่สองคือ ข่าว รมว.คลัง (ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) แวะเยี่ยม “เก่ง 2” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกสิกรไทย (คุณบัณฑูร ล่ำซำ) พร้อมคำหวาน ชมถึงความเข้มแข็งและเจริญก้าวหน้าของธนาคารกสิกรไทยใน 4 ที่ผ่านมา ตามด้วยการชี้ชวนให้ธนาคารกสิกรไทยให้มาเป็น “คู่หู” กับกระทรวงการคลังซ่อมสร้างประเทศในอนาคต โดยขอให้มาช่วยกันพัฒนาการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่หรือแปลกอะไรเลยสำหรับคนเก่งบริหารจัดการในยุคโลกาภิวัตน์อย่างคุณบัณฑูร จึงใช้วิธีเน้นย้ำทบทวนบรรยากาศของเงื่อนไขใหม่กับสิ่งที่ต้องพัฒนาขึ้นมาให้เข้มแข็งและสู้แข่งขันได้ ซึ่งถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องทำใน 4 ปีหลังเลือกตั้ง

เรื่องนี้ทำเอาคนคิดไปต่างๆ ว่านี่คือ การทอดสะพานให้ หรือกำลังคิดการใหญ่ หรืออะไรกันแน่ แต่ที่จะไม่เกิดขึ้นแน่คือ คนเก่งอย่างคนแบงก์พาณิชย์ที่ “เก่งบริหารจัดการ” จะไม่มีวันหลงกล ให้กับนักเศรษฐศาสตร์การตลาดแน่

กรณีการคิดแยกอำนาจกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินมาไว้ที่กระทรวงการคลัง ได้มีการคิดมานานโดยมีการสัมมนาระดมความคิดมามาก เหตุผลสนับสนุนให้ตัดโอนออกไปนั้นมีหลายข้อ คือเกิดจากข้อผิดพลาดการตรวจสอบในอดีต จนทำให้เกิดเหตุการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่แตกทางหนึ่ง กับความหวังให้รวมงานไว้ที่กระทรวงการคลัง เพื่อเอกภาพอีกทางหนึ่ง กับที่เพิ่มเติมเข้ามา คือจะได้ควบคุมกำกับทั้งสถาบันการเงินทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อจะได้รู้เท่าทันกับโลกเศรษฐกิจการเงินยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไวมาก กับเพื่อให้สถาบันการเงินเอกชน รวมถึง Non Bank ให้สามารถเสริมต่อการทำงานตามนโยบายพัฒนาประเทศของรัฐบาล

หากย้อนกลับไปดูที่ผ่านมา แบงก์ชาติคือหน่วยงานสมองที่สำคัญของประเทศที่ธำรงความเป็นกลางมากที่สุด และเคยมีบทบาทขยาย ที่ผมชอบจะชมเชยให้คนรุ่นหลังได้ทราบกัน คือ ในสมัยของ ดร.ป๋วยซึ่งการกำกับสถาบันการเงินได้ดำเนินไปได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ จากผู้ว่าการ ธปท.ที่ได้ทำตัวเป็น “ผู้ใหญ่” ที่ดี (ทั้งซื่อสัตย์และสามารถ) ด้วยบุคลิกความเป็นผู้นำที่มุ่งสร้างจิตสำนึกทางอาชีพให้เกิดในตัวนายแบงก์ พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จนได้รับความเชื่อถือ

เหนือกว่านั้น ในทางบริหารยังได้ “สร้างคน” (นักเรียนทุนแบงก์ชาติชั้นหัวกะทิ) ไว้ใช้งานจำนวนมาก ทำให้ไม่มีข้อสงสัยในการมอบความไว้วางใจให้ควบคุมดูแลธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด อันเป็นระบบสำคัญ และอยู่เหนือระบบเศรษฐกิจอื่นทั้งหมด

จุดเด่นที่เป็นส่วนเกินคือ แบงก์ชาติสมัยนั้นยังให้ความเห็นไปไกลถึงระบบอื่น โดยมีคำเตือนพร้อมคำแนะให้ตระหนักถึงปัญหาสังคมกับปัญหาการศึกษา พร้อมให้ข้อเสนอแนะทางแก้ แต่ในยุคต่อมาต้องยอมรับเช่นกันว่า แบงก์ชาติภายใต้ผู้นำรุ่นใหม่มีการศึกษาดี แต่กลับมีจุดอ่อนไม่อาจพัฒนาสืบทอดแนวนโยบายเดิมกับสร้างสิ่งใหม่ให้ตามทันเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงได้

ผมไม่อยากเอ่ยถึงปัญหาความซื่อสัตย์ จริยธรรมและคุณธรรม ซึ่งไม่ชัดเจน แต่อยากพูดถึงสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นจุดอ่อนคือ “ขาดการพัฒนานักบริหารกับทักษะในด้านการจัดการ” ซึ่งจำเป็นไม่น้อยกว่าด้านความรู้ทางการเงินในโลกการเงินที่เริ่มเปลี่ยนไว

ขณะที่ภาคเอกชน คือธนาคารพาณิชย์ได้มีการพัฒนาการบริหารจัดการมากนั้น จุดแข็งของบุคลากร และงานที่ออกมาจากแบงก์ชาติ กลับไม่เปลี่ยนจากเดิม คือ มีคนเก่งและทำงานเน้นไปในสองด้าน คือ เศรษฐศาสตร์การเงินมหภาค โดยคนเก่งเศรษฐศาสตร์ กับตรวจสอบบัญชี แต่ไม่มีคนเข้าใจการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แนวโน้มการเกิดวิกฤติอ่อนๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย ราคาน้ำมันขึ้นสูงกับเริ่มมีนวัตกรรมการเงินกับไอที ที่ส่งผลต่อการต้นทุน การทำธุรกรรมบริการกับรูปการแข่งขัน

ส่งผลให้งานกำกับตรวจสอบกลายเป็นงานไล่หลังเหตุการณ์ และตามไม่ทันความไวของโลกยุคใหม่ “ช่องว่างการกำกับและตรวจสอบ” จึงเกิดขึ้น และต้องถือว่าไม่เป็นการกล่าวหามากไป ที่ว่าการเกิดวิกฤติทางการเงินปี 2540 เป็นสิ่งที่มีการเตือนมานานแล้ว ที่น่าเสียดายคือ ความไม่เข้าใจ

ไม่อยากกล่าวหาว่า ขาดความรู้ แต่เห็นชัดว่าไม่มีความรอบรู้ กับการรู้ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ตรงตามคำพูดที่ว่า “อยู่ในหอคอยงาช้าง” กับไม่เปิดกว้างสัมผัสกับโลกที่เป็นจริง ทำให้แบงก์ชาติกลายเป็นจำเลยสังคมในวิกฤติครั้งนั้น จนขาดแนวร่วมที่จะออกมาโต้แย้งให้หากจะถูกลดแยกอำนาจในครั้งนี้

แนวคิดแยกอำนาจกำกับตรวจสอบไปรวมไว้ที่กระทรวงการคลัง ผมเองไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ด้วย 3 เหตุผล คือ

1. แน่ใจหรือที่จะเชื่อตามคำกล่าวอ้างว่า คนกระทรวงการคลังเก่งกว่าคนแบงก์ชาติ ซึ่งผมไม่เชื่อ

2. การอยู่ใกล้ชิดการเมืองที่ยังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา ย่อมเสี่ยงต่อการถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือ แม้โดยการเสี่ยงแบบไม่ได้ตั้งใจก็ตาม

3. ระบบใหญ่ของการเมืองไทยยังไม่มีธรรมาภิบาลที่ดีเช่นประเทศพัฒนาแล้ว ความกลัวนี้ไม่ต่างจากเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่จะเปิดช่องให้เอกชนเข้าครองอำนาจเหนือรัฐวิสากิจ แทนที่รัฐที่ยังไม่เข้มแข็ง ภายใต้ระบบการเมืองที่ยังพัฒนาไม่เข้าที่

เรื่องการแยกอำนาจนี้ แม้ รมว.คลังจะออกมาพูดว่า ยังต้องใช้เวลาและรอ พ.ร.บ.สถาบันการเงินฉบับใหม่ออกมาบังคับใช้ก่อนก็ตาม ก็ยังคงเป็นเรื่องใหญ่ที่ท้าทายการคิดและติดตามต่อ

ในเรื่องการชักชวนธนาคารเอกชนเป็น “คู่หูซ่อมสร้าง” ฟังดูเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี ไม่ควรถือเขาถือเรา แต่อย่างที่ผมบอกไว้ข้างต้นว่า “เงินคือข้า ใครอย่าแตะ หรือไม่เข้าใครออกใคร” เชื่อว่าจะทำให้นายแบงก์รู้ดีว่า ควรจะเข้าไปร่วมแค่ไหนเพียงใด หรือควรทำในทางไหน ซึ่งจะไม่คิดเลยก็ไม่ได้ เพราะ รมว.คลัง ได้ออกมาแสดงบทเชิงรุก เป็นผู้หวังดีและชี้ชวนทำดีแล้ว ดังนั้น การไม่ร่วมโดยไม่ทำอะไร ย่อมเสียชื่อได้ การรับปากช่วยพัฒนาการศึกษาจากธนาคารกสิกรไทย จึงมีขึ้นในทันที

ก็ขอเตือนในที่นี้ล่วงหน้า โดยแนะว่าขอแบงก์พาณิชย์อื่นทั้งหลายอย่าได้ประมาท โดยต้องรีบเร่งคิดทำแผนงาน และโครงการร่วมซ่อมสร้าง (เพื่อสังคม) เผื่อเอาไว้ ย่อมดีกว่าต้องจำใจตกกระไดพลอยโจนเมื่อเวลากดดันมาถึงตัว ซึ่งจะสอดคล้องกับที่ชาวแบงก์ทั้งหลายเคยได้ยินนายธนาคารผู้อาวุโสได้พร่ำสอนกันมานานว่า...“Don’t (stay) too close and don’t too far away” แปลว่า โดยธรรมเนียมนั้น “นักการธนาคารที่ดีจะไม่เข้าใกล้นักการเมืองจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยืนจนห่างไกลเกินไปด้วย”